SEO คืออะไร?
ลองนึกภาพว่าคุณมีร้านค้าเจ๋ง ๆ สักร้าน แต่ดันเปิดอยู่ในตรอกลึกที่ไม่มีใครเดินผ่านเลย แบบนี้จะขายของได้ยังไง? นี่แหละคือเหตุผลที่ SEO (Search Engine Optimization) สำคัญ
SEO คือกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ให้โดดเด่นและถูกใจ Google (หรือ Search Engine อื่น ๆ) เพื่อให้เวลามีคนค้นหาเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของคุณ เว็บไซต์จะโผล่ขึ้นมาให้เห็น แบบไม่ต้องซื้อโฆษณา ซึ่งจุดสำคัญของการทำ SEO ไม่ใช่แค่ “ติดอันดับ” แต่ต้องเป็น “ติดหน้าแรกแบบยั่งยืน”
เพราะจากสถิติ คนส่วนใหญ่คลิกเฉพาะเว็บที่อยู่หน้าแรกของ Google แถมยังให้ความสนใจกับเว็บที่ติดอันดับมากกว่าโฆษณาอีกด้วย! นี่แหละคือเหตุผลที่ว่า “ทำไมมีเว็บไซต์แล้วต้องทำ SEO” เพราะถ้าอยากให้ลูกค้าเจอธุรกิจของคุณก่อนใคร โอกาสเพิ่มยอดขายก็จะสูงขึ้นแบบไม่ต้องเผางบโฆษณาทิ้ง
ทำไม SEO ถึงสำคัญกับธุรกิจออนไลน์?
ถ้าพูดถึงการตลาดออนไลน์ SEO (Search Engine Optimization) คือสิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับบน Google แบบไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณา แต่ทำไม SEO ถึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจออนไลน์ต้องให้ความสำคัญ? มาดูกัน
1. เพิ่มความน่าเชื่อถือ
ลองนึกภาพว่าคุณค้นหาข้อมูลบน Google แล้วเจอเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรก คุณจะรู้สึกว่าน่าเชื่อถือกว่าหรือเปล่า? แน่นอน! เว็บไซต์ที่ติดอันดับต้น ๆ ไม่ใช่แค่โชคดี แต่ Google คัดมาแล้วว่ามีคุณภาพ คนก็เลยเชื่อถือมากกว่า การทำ SEO ดี ๆ จึงช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ธุรกิจของคุณไปด้วย
2. เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้า
ลองคิดว่า SEO เป็นการหาทำเลทองบนโลกออนไลน์ ถ้าเว็บของคุณติดหน้าแรก โอกาสที่ลูกค้าจะคลิกเข้ามาหาก็เพิ่มขึ้นแบบมหาศาล เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเลื่อนดูหน้าสอง หน้าสาม ดังนั้น การทำ SEO คือการทำให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณ “อยู่ในที่ที่คนมองเห็น” ได้ง่ายที่สุด
3. ประหยัดงบประมาณด้านการตลาด
การวางกลยุทธ์และเทคนิคในการทำ SEO ที่ดีจะช่วยประหยัดงบด้านการตลาดให้กับธุรกิจของคุณได้ เพราะผู้ใช้งานจะค้นหาและพบธุรกิจของคุณด้วยตัวเอง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากผู้ค้นหาเป็นลูกค้าได้ง่ายขึ้นด้วย
สรุปง่าย ๆ ก็คือ SEO คือเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตแบบยั่งยืน ใครที่ทำธุรกิจออนไลน์แล้วยังไม่สนใจ SEO ต้องรีบเริ่มได้แล้ว เพราะในยุคนี้ ใครติดหน้าแรก คนนั้นได้เปรียบ

เลือก Keyword ทำ SEO ยังไงให้เวิร์ค? เลือกดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
ก่อนจะลงมือทำ SEO สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือก Keyword เพราะมันคือคำที่คนใช้ค้นหาบน Google และเชื่อมโยงกับปัญหาหรือความต้องการของพวกเขา ถ้าเราเลือกคำที่ใช่ ตรงกับธุรกิจและพฤติกรรมของผู้ค้นหา โอกาสติดอันดับและดึงลูกค้าเข้าเว็บก็จะสูงขึ้น แล้วต้องเลือกยังไง? มาดูกัน
1. เลือก Keyword ให้ตรงกับธุรกิจ
ถ้าอยากให้เว็บติดอันดับและได้ลูกค้าตรงกลุ่ม ต้องเลือกคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจริง ๆ เช่น ถ้าคุณทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง Keyword หลัก ก็ควรเป็น “รับเหมาก่อสร้าง” และเพื่อให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น อาจเลือก Keyword แบบเฉพาะเจาะจง (Long-tail Keyword) เช่น
- บริษัทรับเหมาก่อสร้างครบวงจร
- บริษัทรับเหมาก่อสร้างและตกแต่งภายใน
- รับเหมาก่อสร้างโครงการหมู่บ้าน
พอใช้คำที่เจาะจงขึ้น คนที่คลิกเข้ามาก็มีโอกาสเป็นลูกค้าตัวจริงมากขึ้น
2. เลือก Keyword ที่มีคนค้นหา
SEO ก็เหมือนการเปิดร้าน ถ้าร้านเราอยู่ในทำเลที่มีคนเดินผ่านเยอะ โอกาสขายของก็สูงขึ้น! เช่นเดียวกับการเลือก Keyword ถ้าเลือกคำที่มีปริมาณการค้นหาสูง ก็เหมือนเปิดร้านในย่านฮิต โอกาสได้ลูกค้าก็เยอะตามไปด้วย
- ถ้าเลือก Keyword ที่แทบไม่มีใครค้นหา = เปิดร้านในซอยลึกที่ไม่มีใครเดินผ่านมา
- ถ้าเลือก Keyword ที่มีคนค้นหามาก = เปิดร้านในทำเลทอง มีลูกค้าเข้าตลอด
3. ใช้ Keyword ที่คนค้นหาจริง
บางครั้งคำที่คนค้นหาบ่อย อาจจะสะกดผิดหรือไม่ตรงหลักไวยากรณ์ เช่น
- “แทปเลต” (แทน “แท็บเล็ต”)
- “มอไซค์” (แทน “มอเตอร์ไซค์”)
- “กราฟฟิก” (แทน “กราฟิก”)
แม้ว่าจะไม่ถูกต้อง 100% แต่ถ้าคนใช้ค้นหากันเยอะ Google ก็ยังเข้าใจ และถ้าเราเลือกใช้คำพวกนี้ในบทความ โอกาสที่เว็บจะไปโผล่ในผลการค้นหาก็มีมากขึ้น
4. เลือก Keyword ที่แข่งขันได้
บางคำอาจมีคนค้นหาเยอะจริง แต่ก็มีการแข่งขันสูง ถ้าคุณเพิ่งเริ่มทำ SEO แล้วไปเลือกคำที่มีเว็บใหญ่ ๆ ครองอันดับอยู่ เช่น “บ้านมือสอง” หรือ “มือถือราคาถูก” ก็อาจจะยากเกินไป
แต่ถ้าใช้ เครื่องมือวิเคราะห์ Keyword เช่น Ahrefs, SEMrush หรือ Ubersuggest ก็จะเห็นระดับความยากง่ายของแต่ละคำ เช่น
- สีเขียว = แข่งขันง่าย (เหมาะสำหรับเริ่มต้น)
- สีส้ม = แข่งขันปานกลาง (มีโอกาสติดอันดับ)
- สีแดง = แข่งขันสูง (ต้องลงทุนเยอะ)
ถ้าเพิ่งเริ่ม แนะนำให้เลือก Keyword ที่มีการแข่งขันระดับกลางถึงง่าย จะช่วยให้เว็บมีโอกาสติดอันดับเร็วขึ้น
5. เลือก Keyword แบบ “High Commercial Intent”
ถ้าเป้าหมายของคุณคือ เพิ่มยอดขาย ไม่ใช่แค่ดึงคนเข้าเว็บ ก็ควรเลือก Keyword ที่มีแนวโน้มปิดการขายสูง (High Commercial Intent) เช่น
- จองที่พัก ภูเก็ต ติดทะเล งบ 2000 แสดงว่าคนนี้พร้อมจ่ายแล้ว
- ขายมอไซค์ YYY มือสอง ขอนแก่น แสดงว่าคนนี้หาของที่จะซื้อชัดเจน
- จองโต๊ะร้านอาหาร BBB กรุงเทพ แสดงว่าโอกาสปิดดีลสูงมาก
Keyword ประเภทนี้ช่วยให้ได้ลูกค้าที่ พร้อมซื้อ มากกว่าคนที่แค่เข้ามาหาข้อมูลเฉย ๆ
เริ่มต้นทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก ด้วยเทคนิค SEO แบบง่าย ๆ
เมื่อได้ Keyword ปัง ๆ ที่ใช่สำหรับธุรกิจของคุณแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาลุย SEO ให้เว็บไซต์พุ่งติดหน้าแรกบน Google กัน
SEO ไม่ใช่แค่ใส่คีย์เวิร์ดแล้วรอให้ติดอันดับ แต่เป็นการปรับเว็บไซต์ให้ Google รัก และผู้ใช้งานชอบ ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ ทั้งโครงสร้างเว็บ เนื้อหา โค้ดหลังบ้าน และเทคนิคต่าง ๆ ที่ช่วยให้ Search Engine เห็นว่าเว็บไซต์มีคุณภาพและคู่ควรกับอันดับต้น ๆ
โดยหลัก ๆ แล้ว SEO แบ่งเป็น 2 หมวดใหญ่ ที่ต้องทำควบคู่กัน ได้แก่
- On-Page SEO การปรับทุกอย่างบนเว็บไซต์ เช่น การตั้งชื่อหัวข้อ (Title), คำอธิบาย (Meta Description), การเขียนบทความที่ตอบโจทย์ และการจัดโครงสร้างเว็บให้ใช้งานง่าย
- Off-Page SEO การทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือจากภายนอก เช่น การสร้าง Backlink, แชร์คอนเทนต์ไปยังแพลตฟอร์มต่าง ๆ
มาเจาะลึกแต่ละเทคนิคกัน

เทคนิคปรับแต่ง On-Page SEO
ถ้าอยากให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google การทำ On-Page SEO คือสิ่งที่ควบคุมเองได้ และปรับแต่งให้ดีขึ้นได้เรื่อย ๆ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้ว แบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. เขียนคอนเทนต์ให้ปัง ดึงดูดทั้งคนและ Google
เว็บไซต์ดีต้องมีเนื้อหาที่โดน เพราะต่อให้โครงสร้างเว็บไซต์จะเป๊ะปังแค่ไหน ถ้าคอนเทนต์ไม่ดี คนก็ไม่อยากอ่าน Google ก็ไม่อยากจัดอันดับให้
Checklist คอนเทนต์ SEO-Friendly
- เนื้อหาต้องดี มีประโยชน์ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ใช่แค่ใส่คำสวยหรู
- อย่า Copy Google ไม่ปลื้มเนื้อหาซ้ำซ้อน ถ้าจะอ้างอิงข้อมูลจากที่อื่น ให้ใส่ลิงก์แหล่งที่มาด้วย
- Keyword ต้องอยู่ แต่พอดี ไม่ต้องยัดให้แน่นจนอ่านไม่รู้เรื่อง ใช้ให้เป็นธรรมชาติ
- รูปภาพต้องมี ใส่ภาพหรือวิดีโอเสริม และอย่าลืมใส่ ALT Text เพื่อให้ Google เข้าใจภาพได้
- ความยาวต้องถึง บทความควรมี 700 คำขึ้นไป เพื่อให้ครอบคลุมและให้ข้อมูลที่มีประโยชน์
- Internal Link ห้ามพลาด เชื่อมโยงบทความภายในเว็บให้ดี เพื่อช่วยให้ Google และคนอ่านค้นหาข้อมูลต่อได้ง่ายขึ้น
- Meta Title & Meta Description ต้องมี สองสิ่งนี้จะไปโผล่บน Google ใช้ให้ดึงดูดคนคลิก
2. ปรับโครงสร้างเว็บให้ใช้งานง่าย และโหลดไว
นอกจากคอนเทนต์ต้องดีแล้ว โครงสร้างเว็บไซต์ ก็ต้องเป๊ะ! เว็บที่ใช้งานยาก โหลดช้า คนก็ปิดหนีหมด Google เองก็ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ
Checklist ปรับเว็บให้ Google และคนรัก
- จัดหมวดหมู่ให้ชัดเจน หน้าเพจ เมนู สินค้า ทุกอย่างต้องเข้าใจง่าย หาข้อมูลสะดวก
- ลดขนาดไฟล์รูป รูปใหญ่เกินไปทำให้เว็บโหลดช้า ใช้ WebP หรือบีบอัดรูปให้ขนาดเล็กลง
- ทำคอนเทนต์แต่ละหน้าต่างกัน หลีกเลี่ยงการใช้เนื้อหาเดิมซ้ำในหลายหน้า เพราะ Google อาจมองว่าเป็น Duplicate Content
- รองรับทุกอุปกรณ์ (Mobile-Friendly) คนส่วนใหญ่ใช้มือถือเข้าเว็บ ถ้าเว็บไม่รองรับจอเล็ก ตกอันดับแน่นอน!
- ใช้ HTTPS เว็บที่ปลอดภัย (มี SSL) ได้คะแนน SEO ดีกว่า เพราะ Google ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
- URL และเนื้อหาต้องตรงกัน ตั้ง URL ให้เข้าใจง่าย มี Keyword ที่เกี่ยวข้อง
3. ปรับโค้ดหลังบ้าน SEO ให้ Google เข้าใจเว็บเราได้ดีขึ้น
หลังบ้าน (HTML) สำคัญมาก มันคือสิ่งที่ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บของเรา และจัดอันดับได้ง่ายขึ้น แม้ว่าเรื่องโค้ดหลังบ้านหรือ HTML อาจดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ แต่ไม่ต้องกังวล หากคุณมีผู้ดูแลหรือผู้ออกแบบเว็บไซต์ที่สามารถช่วยจัดการส่วนนี้ได้
Checklist การทำ SEO หลังบ้าน
- ใช้ Header Tags ให้ถูกต้อง โดยแบ่งเป็น H1 = หัวข้อหลัก (ใช้แค่ 1 ครั้งต่อหน้า), H2 = หัวข้อรอง, H3-H6 = หัวข้อย่อยตามลำดับ
- ทำ Site Map เป็นแผนที่ให้ Google Bot เดินสำรวจเว็บเราได้ง่ายขึ้น
- ใส่ Title Tag ให้ดึงดูด ห้ามยาวเกินไป และต้องมี Keyword
- Meta Description ต้องมี Keyword เพื่อช่วยให้คนที่ค้นหาเข้าใจเนื้อหา และคลิกเข้ามามากขึ้น

เทคนิคปรับแต่ง Off-Page SEO
ถ้าพูดถึง Off-Page SEO หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่การโยนลิงก์ไปทั่ว แต่จริง ๆ แล้วมันคือศิลปะของการทำให้ Google เชื่อว่าเว็บเรามีของดี
Off-Page SEO คืออะไร?
ง่าย ๆ เลย มันคือการทำ SEO นอกเว็บเราเอง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ (Authority) และส่งผลให้เว็บไซต์ ติดอันดับ Google ได้ดีขึ้น ซึ่งหนึ่งในเทคนิคสำคัญคือ Link Building หรือการทำ Backlink นั่นเอง แต่จะทำยังไงให้ได้ลิงก์คุณภาพ ไม่ใช่แค่ไปปั๊มลิงก์มั่ว ๆ? มาดูกัน
1. สร้าง Backlink คุณภาพ หัวใจของ Off-Page SEO
Backlink คือ ลิงก์ที่เว็บอื่นส่งมายังเว็บเรา ซึ่ง Google ใช้เป็นตัวชี้วัดว่าเว็บเราน่าเชื่อถือแค่ไหน
- Backlink คุณภาพ = อันดับพุ่ง
- Backlink ไม่ดี = เสี่ยงโดนลงโทษ
เทคนิคสร้าง Backlink แบบเทพ ๆ
- Guest Posting เขียนบทความให้เว็บอื่น พร้อมแนบลิงก์กลับมา
- Broken Link Building หาลิงก์เสียในเว็บอื่น แล้วเสนอให้เขาเปลี่ยนเป็นลิงก์ของเรา
- Link Insertions ติดต่อเจ้าของเว็บเพื่อใส่ลิงก์ของเราในบทความที่เกี่ยวข้อง
- Skyscraper Technique ทำบทความให้ดีกว่าเว็บอื่น แล้วให้คนแชร์และลิงก์กลับมา
ทริคก็คือ เน้น Backlink จาก เว็บที่น่าเชื่อถือ (Domain Authority สูง) และอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน
2. ใช้ Social Media ดัน Traffic เข้าเว็บ
Google อาจไม่ได้ใช้ Social Signal (Like, Share) เป็นตัววัดโดยตรง แต่การแชร์เยอะ ๆ มีผลต่อ Traffic & Visibility
- แชร์บทความลง Facebook, X (Twitter), LinkedIn, Reddit, Pinterest
- ตอบคำถาม + แทรกลิงก์ใน Quora, Pantip หรือ Forum ที่เกี่ยวข้อง
- ใช้ YouTube / TikTok โปรโมตเนื้อหาแล้วแนบลิงก์กลับมา
ทริคก็คือ เนื้อหาดี + แชร์เยอะ = Traffic เพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ Google มองว่าเว็บเรามีคุณค่า
3. PR & Outreach: ให้เว็บข่าวและ Influencer พูดถึงเรา
ถ้าเว็บใหญ่พูดถึงเรา = เว็บเราน่าเชื่อถือขึ้น
- ส่งบทความให้เว็บข่าว เช่น The Standard, Brand Inside, Positioning
- จ้าง Influencer / Blogger รีวิวสินค้าแล้วแปะลิงก์กลับมา
- ใช้ Press Release กระจายข่าวเกี่ยวกับธุรกิจของเรา
ทริคก็คือ ยิ่งได้ลิงก์จากเว็บดัง ๆ เช่น .gov, .edu, หรือเว็บ Authority สูง ๆ ยิ่งดี
4. Local SEO & Google My Business
ถ้าคุณมีธุรกิจที่มีหน้าร้าน ต้องทำ Google My Business
- ลงทะเบียน Google My Business ใส่ข้อมูลให้ครบ
- ขอให้ลูกค้าช่วย รีวิว 5 ดาว Google จะมองว่าเว็บเราน่าเชื่อถือขึ้น
- ลงเว็บในสารบัญธุรกิจออนไลน์ เช่น Wongnai, Yelp, สมาคมธุรกิจต่าง ๆ
ทริคก็คือ ชื่อ-ที่อยู่-เบอร์โทร ต้องตรงกันทุกที่
5. เข้าร่วม Community & Forum ในสายงานเดียวกัน
การมีตัวตนบน Community ที่เกี่ยวข้องช่วยให้เว็บเรามีคนรู้จักมากขึ้น
- ตอบคำถาม + แทรกลิงก์บน Quora, Pantip, Reddit
- โพสต์ใน Facebook Group / Discord / Telegram ของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
- เข้าร่วม Podcast / Webinar / งานสัมมนาออนไลน์ เพื่อเพิ่มการมองเห็น
ทริคก็คือ อย่าไป Spam ลิงก์ แต่ให้ช่วยคนอื่นจริง ๆ แล้วแนบลิงก์เมื่อเหมาะสม
Off-Page SEO ไม่ใช่แค่ “หาลิงก์” แต่คือการสร้างความน่าเชื่อถือและตัวตนของแบรนด์บนโลกออนไลน์
วัดผล ปรับแต่ง แก้ไข หัวใจของ SEO ที่ต้องทำต่อเนื่อง
หลังจากที่คุณปรับแต่งเว็บไซต์ให้สุดปัง ทั้ง On-Page และ Off-Page SEO แล้ว คิดว่างานจบแล้วใช่ไหม? เปล่าเลย! งานจริงเพิ่งเริ่มต้น
สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการวัดผลและปรับแต่ง (Measurement & Optimization) เพราะ SEO ไม่ใช่แค่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่มันคือเกมที่ต้องเล่นต่อเรื่อย ๆ คุณต้องคอยเช็กว่า
- คนเห็นเว็บไซต์ของคุณผ่าน Google มากขึ้นไหม?
- อันดับของ Keyword ที่ใช้ดีขึ้นหรือแย่ลง?
- มีคนเข้ามาแล้วอยู่บนเว็บนานแค่ไหน หรือเข้ามาแล้วกดปิดไปเลย?
การวัดผลพวกนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมชัด ๆ ว่า SEO ของคุณเวิร์คจริงไหม หรือมีอะไรต้องปรับแก้ ถ้าปล่อยไว้โดยไม่วัดผล อาจจะเสียโอกาสดันอันดับเว็บให้ดีขึ้นแบบง่าย ๆ
SEO ไม่ใช่แค่ “ทำแล้วจบ” แต่มันต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนการดูแลต้นไม้ ถ้ารู้จักวัดผล หาจุดบกพร่อง แล้วแก้ให้ถูกทาง บอกเลยว่า ติดอันดับแบบยั่งยืนแน่นอน
อยากให้เว็บติดอันดับบน Google? เราช่วยได้
SEO ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน! ถ้าคุณมีเว็บไซต์ แต่ยังไม่เคยทำ SEO มาก่อน ลองเริ่มทีละสเต็ป ค่อย ๆ ปรับตามแนวทางที่ถูกต้อง ทำไปเรื่อย ๆ รับรองว่าเว็บของคุณมีโอกาสขึ้นหน้าแรกได้แน่นอน
แต่ถ้าลองแล้วไม่เวิร์ค? หรือรู้สึกว่า SEO มันซับซ้อนเกินไป? ไม่ต้องกังวล Blupaper มีทีมงาน SEO มืออาชีพ พร้อมช่วยปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณให้เหมาะกับการติดอันดับ Google อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง ให้เราช่วยทำ SEO ให้เว็บคุณไต่อันดับขึ้นไป พร้อมสร้างโอกาสเพิ่มยอดขายให้ปังขึ้นกว่าเดิม
ปรึกษาฟรี! ทักมาเลยที่ 098-989-0583 หรือกด ติดต่อเรา แล้วมาเปลี่ยนเว็บไซต์ของคุณให้ติดหน้าแรกไปด้วยกัน