ทำการตลาดด้วยเทคนิค retargeting คืออะไร

Retargeting คืออะไร? เทคนิคการตลาดแบบตามลูกค้าไปทุกที่อย่างมีชั้นเชิง

โลกของตลาดออนไลน์ที่มีการแข่งขันสูง การหาลูกค้าใหม่แบบเน้นยิงแอดเพียงอย่างเดียว อาจทำให้งบโฆษณาหมดก่อนเห็นผล เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักจะยังไม่ตัดสินใจซื้อตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเห็น

Retargeting จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ชั้นเลือกใช้เพื่อปิดการขายด้วยการกลับไปตอกย้ำความสนใจของคนที่เคยรู้จักเราแล้วให้กลายเป็นยอดขายที่จับต้องได้

บทความนี้ Blupaper จะพาไปรู้จักตั้งแต่พื้นฐานว่า Retargeting คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร ไปจนถึงเทคนิค Retargeting ที่นักการตลาดมือโปรใช้จริง พร้อมให้นำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้ทันที
คลิกเลือกอ่านตามหัวข้อ

Retargeting คืออะไร?

Retargeting คือ กลยุทธ์โฆษณาออนไลน์ที่ช่วยให้เรากลับไปสื่อสารกับคนที่เคยสนใจแบรนด์ของเราได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ ดูสินค้า หรือโต้ตอบบนโซเชียล แต่ยังไม่ได้กลายเป็นลูกค้าจริง เช่น ตอนที่เราเข้าไปดูสินค้าบนเว็บไซต์ กดดูรายละเอียด กดเพิ่มลงตะกร้า แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ แล้วไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กลับเห็นโฆษณาสินค้าชิ้นเดิมปรากฏขึ้นอีกบน Facebook, Instagram หรือแม้แต่บน YouTube ที่เปิดดูอยู่ นั่นหมายความว่า เราเจอเจ้า Retargeting Ads เข้าให้แล้ว

ซึ่งการทำ Retargeting ต่างจากการยิงโฆษณาหาคนใหม่ ที่ต้องเริ่มสร้างความเชื่อมั่นจากศูนย์ทุกครั้ง หรือพูดง่าย ๆ คือ Retargeting ช่วยให้เราตามไปย้ำความสนใจเดิม ของกลุ่มเป้าหมายในช่วงเวลาที่เขายังจำแบรนด์เราได้อยู่นั่นเอง

retargeting ทำงานอย่างไร

แล้ว Retargeting ทำงานอย่างไร?

การทำ Retargeting Ads ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เราจะมาทำให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วยการแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1. ติดตามพฤติกรรม (Tracking)

ขั้นแรก เมื่อมีคนเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา ระบบจะติดตั้ง Pixel หรือ Tag เพื่อเก็บข้อมูล เช่น เขาดูสินค้าอะไร เพิ่มสินค้าลงตะกร้า หรือคลิกหน้าโปรโมชันอะไรบ้าง

2. สร้างกลุ่มเป้าหมาย (Audience Segmentation)

ขั้นตอนต่อมา ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาแบ่งกลุ่ม เช่น

  • คนที่เข้าชมหน้าแต่ยังไม่ซื้อ
  • ลูกค้าเก่าที่หายไปนานกว่า 30 วัน
  • คนที่เคยดูวิดีโอโฆษณาของเราเกิน 50%

3. ยิงโฆษณาซ้ำ (Ad Delivery)

จากนั้นจึงสร้าง Retargeting Ads เพื่อให้คนกลุ่มนี้เห็นโฆษณาอีกครั้ง ไม่ว่าจะบน Facebook, Google หรือ TikTok โดยเนื้อหาของโฆษณาจะถูกออกแบบให้เฉพาะเจาะจงกับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

4. วัดผลและปรับกลยุทธ์ (Optimization)

หลังจากแคมเปญเริ่มรันไปแล้ว เราจะวัดผล เช่น CTR, Conversion Rate และ ROAS เพื่อปรับโฆษณาให้แม่นยำและคุ้มค่ามากขึ้น

ตัวอย่างสถานการณ์การทำ Retargeting

  • คนที่ดูสินค้ารุ่น X ไว้ แต่ยังไม่ซื้อ จะเห็นแอด “รุ่น X ลด 10% ภายใน 48 ชั่วโมง”
  • คนที่เพิ่มของลงตะกร้าแต่ยังไม่จ่าย จะเห็นแอด “ส่งฟรีเมื่อชำระวันนี้”
  • ลูกค้าเก่าที่หายไป 45 วัน จะเห็นแอด “สินค้าใหม่สำหรับลูกค้าเก่าพร้อมส่วนลดพิเศษ”

ขั้นตอนเหล่านี้คือการทำ Retargeting ที่ช่วยให้แบรนด์เราไม่หายไปจากใจลูกค้า แถมยังกลับไปปรากฏในช่วงเวลาที่พวกเขายังพร้อมที่จะซื้ออีกด้วย

การทำ Retargeting Ads มีประโยชน์อย่างไร?

หลายคนอาจคิดว่า ยิงโฆษณาซ้ำให้ลูกค้าเห็นอีก มันจะต่างจากโฆษณาทั่วไปยังไง? ตอบได้เลยว่า Retargeting Ads ให้ได้มากกว่านั้น เพราะเทคนิคนี้ไม่ใช้แค่การยิงแอดซ้ำ ๆ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราใช้เงินเท่าเดิม แต่ได้ผลลัพธ์มากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยการโฆษณาอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็น

  • เพิ่มโอกาสปิดการขาย (Boost Conversion Rate) ลูกค้าไม่ได้ซื้อทันทีที่เห็นโฆษณาครั้งแรก การทำ Retargeting ช่วยให้เรากลับไปเตือนคนที่เคยสนใจอยู่แล้วให้กลับมาซื้อได้ในจังหวะที่เหมาะสม
  • ลดต้นทุนต่อการซื้อ (Lower CPA / Higher ROAS)การยิงแอดหาคนใหม่ตลอดจะเริ่มจากศูนย์เสมอ แต่ Retargeting ทำให้เราใช้เงินกับกลุ่มที่มีแนวโน้มซื้อจริง ช่วยให้งบน้อยลง แต่ปิดดีลได้มากขึ้น
  • สร้างการจดจำแบรนด์ (Brand Recall)การเห็นโฆษณาซ้ำในหลายช่องทาง ช่วยให้ลูกค้าคุ้นเคยและไว้ใจแบรนด์เราโดยไม่รู้ตัว เมื่อถึงเวลาตัดสินใจซื้อ แบรนด์เราจะเป็นชื่อแรกที่พวกเขานึกถึง
  • สร้างประสบการณ์เฉพาะตัว (Personalized Experience)Retargeting ช่วยให้เราสื่อสารกับลูกค้าแต่ละคนได้ตรงใจมากขึ้น ด้วยการปรับข้อความหรือภาพให้ตรงกับพฤติกรรม
  • ใช้ข้อมูลวางกลยุทธ์ระยะยาว (Strategic Data Insight)การทำ Retargeting ทำให้เราเก็บข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมลูกค้าได้ ซึ่งจะช่วยให้เราวางแผนทำเทคนิค Retargeting ระยะยาวได้แม่นยำและคุ้มค่าขึ้น

ประเภทของ Retargeting ที่นักการตลาดควรรู้

การทำ Retargeting ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว เพราะเราสามารถเลือกใช้วิธีที่เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้าและช่องทางการสื่อสารของเราได้ โดย Retargeting Ads แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้

1. Pixel-Based Retargeting

Pixel-Based Retargeting ถือเป็นประเภทพื้นฐานที่ใช้กันมากที่สุด เพราะจะใช้ข้อมูลจากผู้ที่เคยเข้าเว็บไซต์ของเรามาทำโฆษณา ด้วยการติด Pixel / Tag บนเว็บไซต์ เพื่อเก็บข้อมูลผู้เข้าชม เช่น คนที่เข้าเว็บมาดูสินค้าแต่ยังไม่ซื้อ ก็จะเห็นแอดกล้องรุ่นเดิมพร้อมโปรโมชัน

การทำ Retargeting ประเภทนี้ ใช้ได้กับทั้ง Google Ads, Facebook Ads และ TikTok Ads แต่จะเหมาะกับเว็บ E-Commerce หรือธุรกิจที่มีสินค้าหลากหลายเป็นอย่างมาก เพราะเจาะกลุ่มแม่นยำและเห็นผลไว แต่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์และต้องติด Tracking อย่างถูกต้อง

2. Social Media Retargeting

Social Media Retargeting คือ การทำ Retargeting ภายในแพลตฟอร์มโซเชียล เช่น Facebook, Instagram หรือ TikTok โดยไม่จำเป็นต้องพาออกไปที่เว็บไซต์ ด้วยการสร้างกลุ่มเป้าหมายจากคนที่เคยโต้ตอบโพสต์ ดูวิดีโอ หรือคลิกแอด เช่น คนที่ดูวิดีโอรีวิวสินค้าเกิน 50% จะเห็นโฆษณาสินค้านั้นพร้อมส่วนลดพิเศษ

ซึ่งจะเหมาะกับแบรนด์ที่เน้นคอนเทนต์โซเชียลหรือขายผ่านเพจโดยตรง เพราะไม่ต้องพึ่งเว็บไซต์ แถมยังตั้งกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียด แต่ด้วยการทำผ่านแพลตฟอร์ม จึงจำกัดเฉพาะในแต่ละแพลตฟอร์มนั้น ๆ เช่น คนบน Facebook จะไม่เห็นบน TikTok นั่นเอง

อ่านบทความน่าสนใจ :Google Ads vs Facebook Ads แบบไหนคุ้มค่าสำหรับธุรกิจคุณ?

3. List-Based Retargeting

หรือถ้าเราที่มีฐานข้อมูลลูกค้าอยู่แล้ว เช่น รายชื่ออีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปทำโฆษณาซ้ำผ่านระบบโฆษณาได้ เช่น Facebook Custom Audience, Google Customer Match เป็นต้น ด้วยการอัปโหลดรายชื่อหรืออีเมลลูกค้าให้ระบบจับคู่กับบัญชีโซเชียลของผู้ใช้ เพื่อให้ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อสินค้าครั้งก่อน เห็นโฆษณาสินค้าใหม่ในหมวดเดียวกันได้

Retargeting ประเภทนี้ เหมาะกับธุรกิจที่มี CRM ร้านค้าออนไลน์ หรือแบรนด์ที่ขายซ้ำได้ เพราะสามารถยิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายคุณภาพสูงได้อย่างแม่นยำ แต่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก และต้องคำนึงถึง PDPA หรือความเป็นส่วนตัวของลูกค้าด้วย

4. Search Retargeting

Search Retargeting คือ การยิงโฆษณาไปหาคนที่เคยค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราด้วยการใช้ข้อมูลพฤติกรรมการค้นหาจากระบบโฆษณาเช่น คนที่เคยเสิร์ช “ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์” แล้วเห็นโฆษณาเว็บไซต์เราบนเว็บอื่น ๆ

การทำ Retargeting ประเภทนี้ จะเหมาะกับแบรนด์ที่เน้น Awareness และต้องการขยายฐานผู้สนใจ เพราะสามารถเข้าถึงคนที่มีเจตนาซื้อจริงได้อย่างแม่นยำ แต่ต้องใช้ระบบโฆษณาที่มีฐานข้อมูลพฤติกรรมค้นหา

ตารางเปรียบเทียบประเภทของ Retargeting

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าแบบไหนเหมาะกับธุรกิจเรากันแน่ เราเลยทำตารางเปรียบเทียบสั้น ๆ ของ Retargeting ทั้ง 4 แบบ พร้อมจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละประเภทมาไว้ให้แล้ว

ประเภทช่องทางหลักกลุ่มเป้าหมายจุดเด่นข้อจำกัด
Site RetargetingWebsite /
Display Network
เคยเข้าเว็บแม่นยำ
เห็นผลเร็ว
ต้องมีเว็บไซต์ / Tracking ถูกต้อง
Social Media RetargetingSocial Media Platformsเคยโต้ตอบบนโซเชียลใช้ง่าย
ไม่ต้องมีเว็บ
จำกัดแพลตฟอร์มเดียว
List-Based RetargetingEmail / CRM Systemลูกค้าเก่าหรือรายชื่อใน CRMเจาะกลุ่มคุณภาพสูงต้องมีฐานข้อมูล
ระวัง PDPA
Search RetargetingSearch & Display Adsเคยค้นหาคำใกล้เคียงเจาะ Intent สูงขึ้นอยู่กับระบบ
ของแพลตฟอร์ม

แชร์เทคนิค Retargeting ตามลูกค้าอย่างถูกวิธีและมีชั้นเชิง

แทนที่จะยิงแอดรัว ๆ แบบไม่มีทิศทาง ลองมาดูเทคนิคที่นักการตลาดมืออาชีพใช้กันจริง รับรองว่าเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้เราทำ Retargeting เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าเดิมได้แน่นอน

1. แบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

การรวมคนที่พฤติกรรมต่างกันไว้ในกลุ่มเดียว แล้วยิงโฆษณาแบบเดียวกันทั้งหมด ทำให้เราเสียทั้งงบประมาณ และโอกาสในการปิดการขาย

เทคนิคสำคัญของการทำ Retargeting Ads คือการแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนด้วยการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพราะลูกค้าแต่ละคนมีจุดประสงค์ต่างกัน เราจึงไม่ควรยิงโฆษณาชิ้นเดียวให้กับทุกคนที่เข้ามาในเว็บ

โดยอาจแบ่งกลุ่มด้วยการดู Google Analytics เพื่อดูว่า หน้าไหนมีคนเข้าเยอะที่สุด หรือคนกลุ่มไหน สนใจหน้าใดเป็นพิเศษ แล้วค่อยสร้างโฆษณาออกมาหลาย ๆ ชุด ให้ตรงกับแต่ละกลุ่ม เช่น

  • กลุ่มที่อ่านบล็อก ยิงแอด “บทความ / คอนเทนต์ต่อยอด”
  • กลุ่มดูเว็บไซต์และสินค้าหลัก ยิงแอด “โปรลดราคา”
  • กลุ่มที่เพิ่มของไว้ในตะกร้า ยิงแอด “คูปอง / ส่งฟรี”

ยิ่งเราแบ่งกลุ่มละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากเท่าไหร่ โฆษณาของเราก็จะยิ่งแม่นและใช้เงินได้คุ้มค่ามากเท่านั้น

2. ตั้งค่า Frequency Cap ให้เหมาะสม

การเห็นโฆษณาซ้ำช่วยกระตุ้นความสนใจก็จริง แต่ถ้าเห็นบ่อยเกินไป ก็อาจกลายเป็นความรำคาญแทนได้

โดยอาจจะจำกัดความถี่การเห็นโฆษณาไว้ประมาณ 3–5 ครั้งต่อวันพร้อมทำการทดสอบผลลัพธ์ระหว่าง “เห็นบ่อย” vs “เห็นพอดี” ด้วย A/B Testing และหมั่นตรวจการซ้ำซ้อนของกลุ่มเป้าหมาย (Overlap) เป็นประจำ อย่าลืมว่าลูกค้าควรเห็นเราในจังหวะที่เหมาะ ไม่ใช่เห็นเราทุกที่จนอยากหนี

อ่านบทความน่าสนใจ : ทำการตลาดให้แม่นยำด้วย A/B Testing เคล็ดลับปรับกลยุทธ์ให้ตรงใจลูกค้า

3. ใช้โฆษณาแบบ Dynamic Ads

เทคนิค Retargeting นี้ จะใช้ระบบอัตโนมัติช่วยปรับเนื้อหาให้ตรงกับพฤติกรรมลูกค้าแต่ละคน
ไม่ว่าจะเป็นภาพสินค้า ข้อความ หรือโปรโมชัน เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนได้ตามคนที่ดูอย่างเหมาะสม เช่น

  • คนที่ดู รองเท้ารุ่น X ปรับให้เห็นโฆษณารองเท้ารุ่น X พร้อมส่วนลดเฉพาะรุ่น
  • คนที่ซื้อไปแล้ว ปรับให้เห็นโฆษณา อุปกรณ์เสริมรองเท้า หรือรุ่นใหม่
  • ลูกค้ากลับมาในช่วงโปรโมชัน ปรับให้เห็นข้อความ ลดเพิ่มพิเศษสำหรับคุณ

การใช้ Dynamic Ads จะช่วยให้โฆษณาของเราตรงใจ และเพิ่มโอกาสคลิกได้มากกว่าแอดทั่วไปถึง 2–3 เท่า เลยทีเดียว

4. อยู่ให้ถูกที่ ถูกเวลา

Retargeting จะได้ผลสูงสุดก็ต่อเมื่อเรายิงในเวลาที่ลูกค้ายังจำเราได้ และใน ช่องทางที่พวกเขาใช้งานบ่อย ด้วยการใช้ข้อมูลแวดล้อม (Context) เช่น

  • ระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่ในเว็บ
  • จำนวนหน้าเพจที่เข้าชม
  • กลับมาเยี่ยมเว็บซ้ำ
  • มีประวัติซื้อสินค้าบางประเภท

หลังจากได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราก็สามารถนำมาสร้างโฆษณาที่เหมาะกับบริบทตอนนั้นของลูกค้าได้ โดยมีแนวทาง ดังนี้

  • ดู Session Duration / Page Depth ใน GA4 เพื่อวัดระดับความสนใจ
  • ตั้งเวลา Retargeting ภายใน 24–72 ชั่วโมง หลังจากลูกค้าเข้าเว็บ
  • ใช้ข้อมูลจากพฤติกรรมจริง เช่น
    • กลุ่มที่อยู่ในเว็บนาน ยิงแอดโปรโมชันหรือคอนเทนต์ขาย
    • กลุ่มที่อยู่ในเว็บแค่สั้น ๆ ยิงแอด Awareness หรือ Content เพิ่มความเข้าใจ
    • กลุ่มที่เคยซื้อแล้วกลับมาดูอีก ยิงแอด Upsell / Cross-sell
  • เลือกช่องทางตามพฤติกรรม เช่น
    • ถ้าเน้น Awareness เลือกยิงบน Facebook / Instagram
    • ถ้าเน้น Conversion เลือกใช้ Google Display หรือ Email

เพราะบางครั้งลูกค้าอาจจะแค่แวะเข้ามาดูเล่น หรือเข้ามาในช่วงที่ยังไม่พร้อมจะซื้อ ถ้าเรารีบยิงโฆษณาซ้ำเร็วเกินไป อาจทำให้พวกเขารู้สึกถูกบังคับ แต่ถ้าช้าเกินไป ก็อาจถูกลืม จึงต้องยิงให้พอดีอย่างถูกที่ถูกเวลา

5. สร้างลำดับโฆษณาให้ต่อเนื่องตามเส้นทางลูกค้า

แทนที่จะยิงแอดตัวเดียว เราจะสร้างลำดับโฆษณา (Ad Sequence)เพื่อพาลูกค้าผ่านทุกช่วงของการตัดสินใจซื้ออย่างเป็นระบบ ด้วยการใช้ Insights จากแอดก่อนหน้า เช่น คนที่ดูวิดีโอแอดแรกเกิน 50% ขึ้นไปจะเห็นแอดถัดไป จากนั้นลดกลุ่มเป้าหมายในแต่ละลำดับเพื่อคัดคนที่สนใจจริง และปรับใช้ Storyline เดียวกันทุกชิ้น เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกว่าโฆษณาเชื่อมโยงกัน

ด้วยแนวคิดง่าย ๆ ดังนี้

  • แอดแรก เริ่มต้นที่ Pain Point เช่น ยิงแอด Awareness “คุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่หรือเปล่า?”
  • แอดสอง เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา เช่น ยิงแอด Education “เราช่วยคุณแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง?”
  • แอดสาม ปิดการขาย พร้อมรีวิวจากลูกค้าจริง เช่น ยิงแอด Conversion “รับส่วนลดพิเศษวันนี้เท่านั้น”

การเล่าเรื่องต่อเนื่องแบบนี้จะช่วยให้ลูกค้าจะค่อย ๆ เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ โดยไม่รู้สึกว่าถูกขายตรงจนเกินไป

6. ทดลอง วัดผล และปรับอย่างต่อเนื่อง

Retargeting ไม่มีสูตรตายตัว จึงจำเป็นต้องทำการทดสอบ วัดผล และปรับปรุงตลอดเวลา เพื่อให้แต่ละแคมเปญดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีสิ่งที่ควรวัดอย่างสม่ำเสมอคือ

เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้ว่าอะไรเวิร์กที่สุดสำหรับกลุ่มลูกค้าของเรานั่นเอง

ทำ retargeting ให้เหมาะกับธุรกิจคุณไปกับ blupaper

ให้แบรนด์กลับเข้าสู่ใจลูกค้าอีกครั้งด้วยการทำ Retargeting

Retargeting ไม่ใช่แค่การยิงโฆษณาซ้ำใส่ลูกค้ารัว ๆ แต่เป็นศิลปะการเข้าใจลูกค้า และกลับไปสื่อสารในเวลาที่เหมาะสม เพราะไม่เพียงแต่ทำให้แบรนด์ของเราตามลูกค้ากลับมาได้ แต่ยังกลับไปในแบบที่ลูกค้าอยากเห็นอีกด้วย

หากคุณกำลังมองหาการทำ Retargeting Ads ให้ได้ผลจริงแบบไม่เผางบ Blupaper มีทีมวางกลยุทธ์โฆษณาออนไลน์ที่เชี่ยวชาญทั้ง Google, Facebook และ Performance Marketing พร้อมช่วยวิเคราะห์เส้นทางของลูกค้า วางแผน Retargeting และปรับแคมเปญให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

เพราะการตลาดทุกวันนี้ไม่ได้แข่งกันที่ ใครยิงแอดได้เยอะกว่า แต่แข่งกันที่ใครเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่า ปรึกษา Blupaper ได้เลยตอนนี้!

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ Retargeting

Q: Retargeting ต่างจาก Remarketing ยังไง?

A: Retargeting คือ การยิงโฆษณาซ้ำให้คนที่เคยมีพฤติกรรมกับแบรนด์ เช่น เข้าเว็บ ดูสินค้า หรือคลิกโพสต์ เพื่อให้กลับมาดำเนินการต่อ หรือก็คือการยิงแอดตามพฤติกรรมออนไลน์

ส่วน Remarketing หมายถึงการทำการตลาดซ้ำผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น อีเมล หรือ SMS กับลูกค้าเก่าที่เคยซื้อสินค้าไปแล้ว หรือก็คือการสื่อสารซ้ำกับลูกค้าเก่าผ่านฐานข้อมูลนั่นเอง

Q: ถ้าอยากทำ Retargeting จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ก่อนไหม?

A: ไม่จำเป็น เพราะสามารถทำ Retargeting ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยใช้ข้อมูลจากคนที่เคยมีส่วนร่วมกับเพจได้เช่นกัน แต่หากมีเว็บไซต์ด้วย ก็จะสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้ละเอียดกว่า

Q: Retargeting เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?

A: ทุกธุรกิจสามารถทำได้ แต่จะเห็นผลชัดที่สุดในกลุ่มธุรกิจที่ลูกค้าต้องใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อ เช่น E-Commerce และ B2B / Subscription เป็นต้น เพราะ Retargeting จะช่วยย้ำการจดจำแบรนด์ และกลับไปปิดการขายได้ในจังหวะที่ลูกค้าพร้อม

Q: ทำ Retargeting Ads ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล?

A: ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ความถี่ในการยิงโฆษณา และความพร้อมของกลุ่มเป้าหมาย โดยทั่วไปแล้ว ถ้าตั้งกลุ่มเป้าหมายถูกต้อง มักจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ ภายใน 7–14 วัน หลังเริ่มแคมเปญ โดยอาจเริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีพฤติกรรมชัด เช่น คนที่เพิ่มของลงตะกร้าจะเห็นผลเร็วที่สุด

Q: มีอะไรที่ต้องระวังในการทำ Retargeting ไหม?

A: ควรคำนึงถึงความยินยอมของลูกค้า โดยจะต้องขอความยินยอม (Consent) ทุกครั้งก่อนเก็บข้อมูลลูกค้า มีการแจ้งผ่าน Cookie Banner หรือ Privacy Policy อย่างชัดเจน

สาระน่ารู้ที่น่าสนใจ
การสร้าง brand identity
Brand Identity คืออะไร? หลักการสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนและจดจำได้
การออกแบบหน้าเว็บไซต์
คู่มือออกแบบเว็บไซต์เชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มยอดขายและลดอัตรา Bounce Rate
แก้ปัญหายอดคลิกตกจาก ai overviews
AI Overviews ทำยอดคลิกตก? แก้ด้วย 3 กลยุทธ์ SEO
การออกแบบ ui ux ในยุค ai search
วิวัฒนาการ UX UI ในยุค AI กับการออกแบบเพื่อ AEO และ SEO
กลยุทธ์การสร้างอินโฟกราฟิกด้วย ai สำหรับ content marketing
เทคนิคสร้างอินโฟกราฟิกสวย ๆ ด้วย AI เพิ่ม Engagement
การวิเคราะห์ customer journey คืออะไร
Customer Journey คืออะไร? วิเคราะห์ Touch Point เพิ่มยอดขายด้วยข้อมูลลูกค้า
สาระน่ารู้ตามหมวดหมู่
แบ่งปันสาระน่ารู้ทาง