Schema Markup มีกี่แบบ?
จริง ๆ แล้วถ้ายึดตามทฤษฎีเป๊ะ ๆ ในคลังของ Schema.org นั้นมี Schema Markup อยู่มากกว่า 800 รูปแบบ ครอบคลุมแทบทุกสรรพสิ่งบนโลก ตั้งแต่สูตรอาหาร งานอีเวนต์ ไปจนถึงข้อมูลวัคซีนเลยทีเดียว แต่ในมุมการทำ Schema Markup SEO ให้เห็นผลจริงเราไม่จำเป็นต้องใช้ทุกแบบ เพราะ
- Google มักแสดง Rich Results เฉพาะบางชนิด และต้องตรงกับเนื้อหาจริงในหน้านั้น
- เป้าหมายสำคัญไม่ใช่ใส่เยอะ แต่คือใส่ถูกประเภท ใส่ข้อมูลครบ และมีอยู่จริงบนหน้า
หมายเหตุ: Google ปรับการแสดงผลบาง Rich Results อยู่เรื่อย ๆ เช่น HowTo ถูกยุติการแสดงผลแบบเด่นบน Search และ FAQ ถูกจำกัดการแสดงผลมากขึ้น (ยังใส่ได้ แต่ไม่การันตีว่าจะโชว์ Rich Results)
อ่านบทความที่น่าสนใจ: รู้จัก Schema Markup คืออะไร? ทำไมทุกเว็บไซต์ควรทำ
5 ตัวอย่าง Schema ยอดฮิตที่คนทำ SEO ควรรู้
เราจะแบ่งกลุ่ม Schema ออกเป็นหมวดใหญ่ ๆ 5 ประเภทที่คนทำเว็บและสาย SEO นิยมใช้มากที่สุด และช่วยดันยอดคลิกได้จริง แนะนำให้ใช้ JSON-LD เป็นหลัก เพราะแยกจาก HTML อ่านง่าย และ Google รองรับดีในงาน Structured Data มาดูตัวอย่าง Schema แต่ละแบบกัน!
1. Product Schema
ใครที่ทำเว็บ E-commerce หรือขายสินค้าออนไลน์ Product Schema คือไฟลต์บังคับที่ต้องมี Schema นี้ ใช้สำหรับหน้าสินค้าทุกประเภทที่มีการซื้อขาย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจบนหน้าค้นหา
Product Schema จะช่วยบอก Google ให้รู้รายละเอียดสินค้าแบบเจาะลึก ทั้งราคา สถานะสินค้าว่ามีของหรือหมดสต๊อก แบรนด์สินค้า รวมไปถึงตัวเด็ดอย่าง Review Rating ด้วย ทำให้ลิงก์สินค้าของเราโดดเด่นกว่าคู่แข่ง และช่วยกรองคนที่เข้ามาดูด้วย เพราะเขาเห็นราคาแล้วถ้ารับได้ก็กดเข้ามาซื้อเลย
ลองสังเกตเวลาเราเสิร์ชหารองเท้าหรือมือถือ ลิงก์ไหนที่มี ดาวสีเหลือง พร้อมราคา โชว์หราอยู่ใต้ชื่อเว็บ นั่นคือ Product Schema ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว! เห็นได้ชัดว่าการใช้ Schema นี้ ช่วยดึงดูดสายตาคนซื้อได้ดีกว่าลิงก์ธรรมดาหลายเท่าตัว
ตัวอย่าง Product Schema
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org",
"@type": "Product",
"name": "รองเท้าวิ่ง รุ่น X",
"image": [
"https://example.com/images/shoe-x-1.jpg"
],
"description": "รองเท้าวิ่งสำหรับซ้อมระยะไกล น้ำหนักเบา",
"brand": { "@type": "Brand", "name": "ExampleBrand" },
"sku": "SHOE-X-001",
"offers": {
"@type": "Offer",
"url": "https://example.com/product/shoe-x",
"priceCurrency": "THB",
"price": "2990",
"availability": "https://schema.org/InStock"
},
"aggregateRating": {
"@type": "AggregateRating",
"ratingValue": "4.7",
"reviewCount": "128"
}
}
</script>
2. FAQ Schema
FAQ Schema ใช้สำหรับหน้าบริการ Service Page หรือบทความที่มีคนถามเข้ามาบ่อย ๆ การใช้ FAQ Schema คือเทคนิคการแย่งพื้นที่หน้าจอ Google ชั้นดี เพราะ Google จะดึงคำถามและคำตอบที่เราทำไว้ ไปแสดงเป็นลิสต์รายการแบบ Drop-down ใต้ลิงก์ของเราเลย ข้อดีคือการกินที่บนหน้าจอได้เยอะจนเบียดคู่แข่งให้ตกขอบไป และบางครั้งยังรองรับการค้นหาด้วยเสียง Voice Search อีกด้วย แถมยังทำให้เว็บเราดูน่าเชื่อถือตั้งแต่ยังไม่กดคลิกเข้ามาอ่าน
เช่น คลินิกเสริมความงามที่มีหน้าบริการ เลเซอร์หน้าใส ก็สามารถใส่คำถามอย่าง ทำเลเซอร์เจ็บไหม หรือ ต้องพักฟื้นกี่วัน Google จะดึงคำตอบสั้น ๆ ที่เราเตรียมไว้ขึ้นมาโชว์ทันที ทำให้คนไข้ได้คำตอบไวและอยากคลิกเข้ามาดูรายละเอียดโปรโมชันต่อ
ตัวอย่าง FAQ Schema
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org",
"@type": "FAQPage",
"mainEntity": [
{
"@type": "Question",
"name": "ส่งของใช้เวลากี่วัน?",
"acceptedAnswer": {
"@type": "Answer",
"text": "โดยปกติจัดส่งภายใน 1-3 วันทำการ (ขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลายทาง)"
}
},
{
"@type": "Question",
"name": "มีรับประกันสินค้าหรือไม่?",
"acceptedAnswer": {
"@type": "Answer",
"text": "รับประกัน 1 ปีตามเงื่อนไขที่ระบุในหน้า รับประกันสินค้า"
}
}
]
}
</script>
3. HowTo Schema
ใครทำเว็บสอนทำอาหาร สอนงานฝีมือ หรือบทความแนว How-to หรือสอนขั้นตอนการทำแบบ Step-by-step ต้องไม่พลาด HowTo schema เพื่อช่วยบอก Google ว่าเนื้อหาของเราเป็นขั้นตอนการลงมือทำ
Google อาจจะดึงขั้นตอน วิธีทำที่ 1, 2, 3 หรือแม้แต่รูปภาพในแต่ละขั้นตอนออกมาโชว์ให้เห็นกันชัด ๆ บนหน้าผลการค้นหา เหมาะมากสำหรับการดึงคนที่กำลังหาวิธีแก้ปัญหาให้เข้ามาที่เว็บเรา
เช่น บทความแจกสูตรกะเพราหมูสับรสเด็ด Google จะดึงข้อมูลส่วนผสมและวิธีทำทีละขั้น เช่น ขั้นตอนที่ 1 ตำพริกกระเทียม ขั้นตอนที่ 2 ผัดหมู ขึ้นมาแสดง ทำให้คนเห็นภาพรวมของการทำอาหารและอยากกดเข้ามาดูสูตรเต็ม ๆ
ตัวอย่าง HowTo Schema
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org",
"@type": "HowTo",
"name": "วิธีผูกเชือกรองเท้าวิ่งให้กระชับ",
"description": "สอนผูกเชือกรองเท้าแบบล็อกส้น ลดการหลุดระหว่างวิ่ง",
"totalTime": "PT2M",
"supply": [{ "@type": "HowToSupply", "name": "รองเท้าวิ่ง" }],
"tool": [{ "@type": "HowToTool", "name": "มือของคุณ" }],
"step": [
{
"@type": "HowToStep",
"name": "ร้อยเชือกตามปกติ",
"text": "ร้อยเชือกขึ้นมาถึงรูรองสุดท้ายทั้งสองข้าง"
},
{
"@type": "HowToStep",
"name": "ทำห่วงล็อกส้น",
"text": "สอดเชือกกลับลงรูรองสุดท้ายฝั่งเดิมเพื่อทำเป็นห่วงเล็ก ๆ"
},
{
"@type": "HowToStep",
"name": "ไขว้และดึงให้แน่น",
"text": "นำเชือกไขว้สอดเข้าห่วงอีกฝั่ง แล้วดึงให้กระชับก่อนผูกโบว์"
}
]
}
</script>
4. Local Business Schema
ถ้าธุรกิจของเรามีหน้าร้านจริง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คลินิก หรือออฟฟิศ การติด Local Business Schema จะช่วยระบุพิกัด เวลาเปิด-ปิด เบอร์โทร และแผนที่ ให้ Google เข้าใจอย่างแม่นยำ ทำให้ข้อมูลร้านเราจะมีโอกาสไปโผล่บน Google Maps และ Local Pack หรือกรอบแผนที่ 3 อันดับแรกเวลาคนเสิร์ชหาร้านในละแวกนั้นได้ง่ายขึ้น
เช่น ร้านกาแฟย่านอารีย์ ใส่ข้อมูลเวลาเปิดปิดและพิกัดร้าน เมื่อมีคนอยู่แถวนั้นเสิร์ชว่า ร้านกาแฟใกล้ฉัน Google จะแนะนำร้านของเราขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ พร้อมบอกว่า เปิดอยู่ หรือ ปิดแล้ว ทันที ช่วยดึงลูกค้าในพื้นที่ Local SEO ได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่าง Local Business Schema
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org",
"@type": "LocalBusiness",
"name": "Example Cafe",
"image": "https://example.com/images/cafe.jpg",
"telephone": "+66-94-000-0000",
"address": {
"@type": "PostalAddress",
"streetAddress": "99 ถนนสุขุมวิท",
"addressLocality": "กรุงเทพฯ",
"postalCode": "10110",
"addressCountry": "TH"
},
"openingHoursSpecification": [
{
"@type": "OpeningHoursSpecification",
"dayOfWeek": ["Monday","Tuesday","Wednesday","Thursday","Friday","Saturday","Sunday"],
"opens": "08:00",
"closes": "18:00"
}
]
}
</script>
5. Article Schema
อีกหนึ่ง Schema พื้นฐานที่เว็บบล็อกและสำนักข่าวต้องมีเพื่อบอก Google ว่าหน้านี้คือบทความ ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างบทความ เช่น หัวข้อหลัก ผู้เขียน วันที่เผยแพร่ และรูปภาพปก ซึ่งเพิ่มโอกาสให้บทความเราไปติดในฟีเจอร์ News หรือ Google Discoverที่จะส่งคนเข้าเว็บเราได้อย่างมหาศาล
เช่น เว็บรีวิวแกดเจ็ต เขียนบทความ รีวิว iPhone 17 การใส่ Article Schema จะช่วยให้ Google รู้ว่านี่คือบทความใหม่ล่าสุด และอาจดึงไปแสดงในส่วน Top Stories หรือ ข่าวสารยอดนิยม เมื่อมีคนค้นหาคำว่า iPhone 17
ตัวอย่าง Article Schema
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org",
"@type": "Article",
"headline": "Schema Markup มีกี่แบบ? แชร์ตัวอย่างการเลือกใช้ให้เหมาะกับเว็บ",
"description": "รวมประเภท Schema ยอดฮิต พร้อมตัวอย่างโค้ดและวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ",
"image": "https://example.com/images/cover.jpg",
"author": { "@type": "Person", "name": "ทีม Blupaper" },
"datePublished": "2026-02-11",
"dateModified": "2026-02-11",
"mainEntityOfPage": "https://example.com/blog/types-of-schema-markup-and-examples"
}
</script>

เลือกใช้ Schema Markup แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ?
เมื่อรู้แล้วว่า Schema Markup มีกี่แบบที่น่าสนใจ คราวนี้ก็ลองมาเช็กกันว่าเว็บของเราควรหยิบตัวไหนไปใช้บ้าง เราสรุปมาให้เลือกง่าย ๆ ตามประเภทธุรกิจเลย
1. เว็บขายของออนไลน์ หรือ E-commerce
เป้าหมายคือทำให้หน้าสินค้าดูน่าคลิกขึ้นบน Google ด้วยข้อมูลสำคัญอย่างราคา สถานะสินค้า และรีวิว พร้อมจัดโครงสร้างหมวดหมู่ให้ชัดเจนเพื่อช่วยทั้ง SEO และประสบการณ์ผู้ใช้
ตัวอย่าง Schema ที่ต้องมี
- Product Schema ใช้บอกหน้าสินค้า เพื่อให้ทุกหน้าสินค้าเพื่อให้โชว์ราคาและดาวรีวิว
- BreadcrumbList ใช้บอกโครงสร้างเว็บ
ตัวอย่าง Schema ที่เสริมได้
- FAQ Schema ในหน้าเงื่อนไขการส่งของหรือการรับประกัน
- Local Business ในกรณีที่มีหน้าร้านให้ลูกค้าแวะมาลองสินค้าได้
- Review Snippet ในหน้ารวมรีวิว
2. เว็บองค์กรหรือธุรกิจบริการ
เน้นยืนยันตัวตนแบรนด์ให้ชัด (เว็บทางการขององค์กร) และทำให้ลูกค้าติดต่อ/ค้นหาสำนักงานเจอง่ายขึ้น รวมถึงบอกบริการหลัก ของธุรกิจให้ Google เข้าใจตรง ๆ
ตัวอย่าง Schema ที่ต้องมี
- Organization Schema ใช้บอก Google ว่านี่คือเว็บของบริษัทหรือองค์กรอย่างเป็นทางการ
- Local Business Schema ใช้ระบุพิกัดสำนักงาน เวลาทำการ และเบอร์โทร เพื่อให้ลูกค้าค้นหาเจอ
- Service Schema ในหน้าบริการต่าง ๆ
ตัวอย่าง Schema ที่เสริมได้
- FAQ Schema ในหน้าบริการ เพื่อตอบคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย
- Article Schema ถ้าในเว็บเรามีส่วนของ Blog ให้ความรู้ หรือข่าวสารองค์กร
- JobPosting ถ้ามีหน้าประกาศรับสมัครงาน
3. เว็บบล็อกหรือสำนักข่าว
โฟกัสที่การระบุว่าเนื้อหานี้คือบทความ มีผู้เขียน วันเผยแพร่ และหมวดหมู่ชัดเจน เพื่อเพิ่มโอกาสการมองเห็นในพื้นที่คอนเทนต์ เช่น Discover/News และช่วยให้บทความจัดกลุ่มได้ถูกต้อง
ตัวอย่าง Schema ที่ต้องมี
- Article Schema ใช้ยืนยันว่าหน้านี้คือบทความและยืนยันว่าเป็นบทความคุณภาพ ช่วยเพิ่มโอกาสติดหน้า News
- BreadcrumbList ใช้บอกหมวดหมู่ของบทความนั้น ๆ
ตัวอย่าง Schema ที่เสริมได้
- HowTo Schema สำหรับบทความสอนทำอาหาร หรือสอนวิธีใช้สินค้า
- FAQ Schema ถ้าบทความนั้นมีการสรุปคำถามท้ายบท
- VideoObject ถ้ามีวิดีโอประกอบ
- Person Schema ถ้ามีหน้าข้อมูลผู้เขียน
4. เว็บร้านอาหาร คาเฟ่
หัวใจคือ Local SEO ทำให้คนค้นหา “ร้านใกล้ฉัน” แล้วเจอข้อมูลร้านครบ ๆ เช่น ที่อยู่ เวลาเปิด-ปิด และช่องทางติดต่อ พร้อมเสริม Q&A ที่ลูกค้าถามบ่อยเพื่อช่วยตัดสินใจก่อนมา
ตัวอย่าง Schema ที่ต้องมี
- Local Business Schema เพื่อให้คนเสิร์ชหาร้านใกล้ฉันแล้วเจอ พิกัดแม่น เวลาเปิดปิดชัวร์
ตัวอย่าง Schema ที่เสริมได้
- HowTo Schema ถ้าในเว็บมีแจกสูตรอาหารเมนูเด็ด หรือสอนชงเครื่องดื่ม
- FAQ Schema สำหรับตอบคำถามเรื่องการจองโต๊ะ หรือที่จอดรถ
5. เว็บคอร์สเรียนออนไลน์หรือสถานศึกษา
ถ้าคอร์สมีการขายเหมือนสินค้า ให้เน้นการโชว์ข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจ เช่น ราคา รีวิว และรายละเอียดคอร์ส พร้อมทำหน้า FAQ ให้ตอบคำถามยอดฮิตเรื่องการเรียน การจ่ายเงิน และใบประกาศ
ตัวอย่าง Schema ที่ต้องมี
- Product Schema ถ้าขายคอร์สเรียนเหมือนสินค้า สามารถใช้ตัวนี้โชว์ราคาและดาวรีวิวจากนักเรียนได้เลย
ตัวอย่าง Schema ที่เสริมได้
- FAQ Schema ใช้ตอบข้อสงสัยเรื่องหลักสูตร การชำระเงิน หรือใบประกาศนียบัตร
- Article Schema สำหรับบทความให้ความรู้ฟรีในเว็บ
6. เว็บอสังหาริมทรัพย์ หรือโครงการบ้าน
เป้าหมายคือทำให้หน้าประกาศหรือหน้าโครงการสื่อสาร เช่น ราคาและสเปก ได้ชัดตั้งแต่หน้าค้นหา และทำให้ค้นหาโลเคชันสำนักงานขายหรือที่ตั้งโครงการเจอง่ายขึ้น พร้อมเสริมคอนเทนต์ความรู้ช่วยปิดการขายในระยะยาว
ตัวอย่าง Schema ที่ต้องมี
- Product Schema สำหรับหน้าประกาศขายบ้านหรือคอนโด เพื่อโชว์ราคาและสเปก
- Local Business Schema สำหรับระบุตำแหน่งสำนักงานขาย หรือที่ตั้งโครงการ
ตัวอย่าง Schema ที่เสริมได้
- FAQ Schema รวบรวมคำถามเรื่องการกู้สินเชื่อ หรือขั้นตอนการโอน
- Article Schema สำหรับบทความแนะนำการแต่งบ้านหรือฮวงจุ้ย

อยากติดตั้ง Schema Markup ต้องทำอะไรบ้าง?
ก่อนเริ่มติด Schema ให้เว็บ แนะนำให้เช็กก่อนว่าเว็บไซต์ของคุณเป็น “เว็บเขียนเอง” หรือ “เว็บที่ใช้ CMS” เพราะขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้จะแตกต่างกันพอสมควร แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน หลักสำคัญเหมือนกันคือ ใส่ Schema ให้ตรงกับเนื้อหาจริงบนหน้า และทดสอบความถูกต้องก่อนใช้งานจริง เพื่อให้ Google อ่านได้ครบและมีโอกาสแสดงผลแบบ Rich Results ได้เต็มประสิทธิภาพ
เว็บไซต์เขียนเอง (Custom Website)
ถ้าเว็บของคุณเป็นเว็บที่พัฒนาเอง วิธีที่นิยมและแนะนำที่สุดคือให้ Developer วาง Structured Data แบบ JSON-LD ลงในโค้ดของหน้า (มักใส่ในส่วน หรือจุดที่เหมาะสมของเทมเพลต) เพราะรูปแบบนี้แยกจากเนื้อหา HTML ชัดเจน แก้ไขง่าย และ Google อ่านได้สะดวก
หลังติดตั้งเสร็จ ควรเช็ก 2 อย่างให้ครบก่อนขึ้นจริง
- ความถูกต้องของโค้ดว่าไม่มี Error หรือ Field ตกหล่น
- ความสอดคล้องกับหน้าเว็บว่าข้อมูลใน Schema ต้องมีอยู่จริงบนหน้า (เช่น ราคา รีวิว สต๊อก)
จากนั้นทดสอบได้ฟรีด้วยเครื่องมือของ Google อย่าง Rich Results Test เพื่อดูว่า Google อ่าน Schema ได้หรือไม่ และมีโอกาสแสดง Rich Results แบบไหนได้บ้าง
เว็บไซต์ CMS (เช่น WordPress / Shopify / ระบบสำเร็จรูป)
ถ้าเว็บคุณอยู่บนเว็บ CMS งานจะง่ายขึ้นมาก เพราะส่วนใหญ่มีเครื่องมือหรือปลั๊กอินช่วยทำ Schema ให้แบบกึ่งอัตโนมัติ เช่นปลั๊กอินสาย SEO อย่าง Yoast SEO หรือ Rank Math
ขั้นตอนหลัก ๆ คือ
- เลือกประเภทหน้าที่ถูกต้อง เช่น บทความ สินค้า หรือบริการ
- กรอกข้อมูลสำคัญให้ครบ (ชื่อสินค้า ราคา ผู้เขียน รูปภาพ ฯลฯ)
- ระบบจะสร้างโค้ด Schema (JSON-LD) ให้หลังบ้านเอง
ถึงจะใช้ปลั๊กอิน ก็ยังแนะนำให้ทดสอบด้วย Rich Results Test เหมือนกัน เพื่อเช็กว่าข้อมูลออกมาครบและไม่ชนกันหลายชุดจน Google สับสน โดยเฉพาะเว็บที่ใช้หลายปลั๊กอินร่วมกัน
อ่านบทความที่น่าสนใจ: แนะนำเครื่องมือ SEO ฟรี! Rank Math ปลั๊กอินทำ SEO บน WordPress
วาง Schema Markup ให้เหมาะเหม็ง ก็เป็นตัวเต็งบน Google ได้ง่าย ๆ
การรู้ว่า Schema Markup มีกี่แบบ และเลือกใช้ให้เหมาะกับประเภทเนื้อหา คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เว็บเรานำหน้าคู่แข่งบนหน้า Google ได้ ไม่ใช่แค่ด้านความสวยงาม แต่ยังเป็นการช่วยให้ Google เข้าใจเว็บเราได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อ SEO ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะวางแผนติด Schema ยังไงให้เว็บธุรกิจดูโปรที่สุด Blupaper มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Technical SEO ที่พร้อมดูแลโครงสร้างเว็บให้แข็งแรง ตั้งแต่ การวิเคราะห์โครงสร้างเว็บไซต์ การเขียนโค้ด JSON-LD ที่ถูกต้อง ไปจนถึงการตรวจสอบผลลัพธ์ให้มั่นใจว่าแสดงผลจริงบน Google ปรึกษา Blupaper เลย เพื่อให้แบรนด์ของคุณเติบโตบนโลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน
- โทร. 094-454-2495
- Line: @blupaper
- Facebook: Blupaper Digital Marketing Agency
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Schema Markup
Q: ติด Schema หลายแบบใน 1 หน้าเว็บไซต์ได้ไหม?
A: ได้และควรทำ หากหน้านั้นมีเนื้อหาหลายส่วนประกอบกัน เช่น ในหน้าสินค้า 1 หน้า เราสามารถติดได้ทั้ง Product Schema เพื่อบอกราคาสินค้า BreadcrumbList เพื่อบอกหมวดหมู่ และ FAQ Schema ในการตอบคำถามผสมกันได้เลย ขอแค่ให้ข้อมูลนั้นมีอยู่จริงบนหน้าเว็บ
Q: ถ้าเลือกใช้ Schema ผิดประเภท จะเป็นอะไรไหม?
A: หากเลือกผิดโดยไม่ตั้งใจ เช่น ใช้ Article แทน NewsArticle อาจจะไม่ถึงกับโดนลงโทษ แต่ Google แค่จะไม่แสดงผลพิเศษ หรือไม่แสดง Rich Results ให้ อย่างไรก็ตาม ควรเช็กความถูกต้องผ่านเครื่องมือทดสอบก่อนนำไปใช้จริงเสมอ
Q: Schema Markup ช่วยให้อันดับ SEO ดีขึ้นโดยตรงเลยไหม?
A: Schema Markup ช่วย SEO ทางอ้อม เพราะ Schema ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการจัดอันดับบนหน้าแสดงผลการค้นหา Google เหมือน Backlink หรือ Quality Content แต่สิ่งที่ Schema ช่วยคือทำให้ลิงก์โดดเด่น ให้มี CTR สูงขึ้น พอคนคลิกเยอะ Google ก็จะมองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและดันอันดับให้ดีขึ้นเองในที่สุด
Q: ควรใช้โค้ด JSON-LD หรือ Microdata ในการติดตั้ง Schema?
A: แนะนำให้ใช้ JSON-LD เพราะแกะโค้ดง่าย แยกส่วนจากเนื้อหาหน้าเว็บชัดเจน ไม่ต้องไปแทรกใน HTML ให้วุ่นวายเหมือน Microdata และยังโหลดได้ไวกว่าอีกด้วย
