AdTech คืออะไร?

AdTech (Advertising Technology) คือ ระบบเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยจัดการโฆษณาดิจิทัลแบบครบวงจร เพื่อให้การจัดการเรื่องการโฆษณาออนไลน์เป็นระบบอัตโนมัติ ตั้งแต่การวางแผน ซื้อสื่อ ไปจนถึงการวัดผล พูดง่าย ๆ ก็คือ AdTech เป็นเครื่องมือที่รวบรวมซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาช่วยให้แบรนด์หรือเอเจนซี่ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น

โดย AdTech จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้ลงโฆษณา หรือ Advertiser กับ เจ้าของพื้นที่โฆษณา หรือ Publisher ให้มาเจอกันผ่านระบบอัตโนมัติที่ทำงานไวในระดับมิลลิวินาที ที่ดึงข้อมูลรอบตัวไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการเข้าเว็บ ประวัติการซื้อ หรือตำแหน่งที่ตั้ง มาวิเคราะห์เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าขึ้นมาได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราระบุกลุ่มเป้าหมายได้ชัด ส่งโฆษณาไปได้ถูกที่ถูกเวลา แถมยังวัดผลได้ละเอียดและปรับแก้เกมได้แบบเรียลไทม์

ลองนึกภาพตามง่าย ๆ ถ้าการทำโฆษณาแบบเดิมคือการที่เราต้องโทรไปจองป้ายบิลบอร์ดทีละป้าย AdTech ก็เปรียบเหมือนระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้เราซื้อพื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือโซเชียลมีเดียได้ทั่วโลกภายในเสี้ยววินาที แถมยังฉลาดพอที่จะใช้ข้อมูลมาช่วยตัดสินใจด้วยว่า ควรยิงแอดไปหาใครเพื่อให้คุ้มเงินที่สุด

ความสำคัญของ adtech กับการโฆษณายุคใหม่

AdTech สำคัญกับการทำโฆษณายุคใหม่อย่างไร?

เพราะวันนี้การแข่งขันแย่งความสนใจสูงขึ้น การซื้อสื่อแบบเดิม ๆ อาจไม่พอ AdTech ช่วยให้การทำโฆษณาแม่นยำขึ้นด้วยข้อมูล ตั้งแต่เลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงคน ปรับครีเอทีฟให้เหมาะรายบุคคล คุมงบให้คุ้ม ไปจนถึงวัดผลและปรับแคมเปญได้ทันทีแบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกการตัดสินใจ “มีตัวเลขรองรับ” ไม่ต้องเดาอีกต่อไป

  • เจาะกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำAdTech ช่วยให้เราระบุตัวตนลูกค้าได้ลึกซึ้งจากข้อมูลพฤติกรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าโฆษณาจะไปโผล่บนหน้าจอของคนที่มีแนวโน้มจะสนใจสินค้าของเราจริง ๆ
  • ปรับแต่งให้โดนใจรายบุคคลเพราะลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน AdTech เลยส่งโฆษณาแบบ Dynamic Creative หรือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาตามคนดูได้ทันที
  • ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่า ซื้อเฉพาะการมองเห็นที่มีคุณภาพ ช่วยตัดงบส่วนเกินที่ไม่จำเป็นออกไป ทำให้ทุกบาทที่ลงไปเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง
  • วิเคราะห์ได้ละเอียด รู้ลึกถึง Customer Journey ว่าเขามาจากไหน คลิกเมื่อไหร่ และตัดสินใจซื้อเพราะอะไร ช่วยให้เราวางแผนเกมต่อไปได้เฉียบคมขึ้น
  • วัดผลได้แบบไม่ต้องนั่งเดา AdTech ให้ข้อมูลในการวัดผลโฆษณาแบบละเอียดถี่ยิบ ทั้งยอดการมองเห็น (Impressions) ยอดคลิก (Clicks) หรือผลตอบแทนจากการลงทุน (ROAS) ทำให้ทุกการตัดสินใจของเรามีข้อมูลรองรับเสมอ
  • ปรับปรุงผลลัพธ์ได้ทันที AdTech จะคอยตรวจสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพให้ตลอดเวลา ทำให้เราแก้เกมได้ทันท่วงทีถ้ามีอะไรไม่เป็นไปตามเป้า

การทำงานของ AdTech Innovation

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองนึกภาพว่า AdTech ทำงานคล้ายกับตลาดหุ้น แต่เปลี่ยนจากหุ้นเป็น พื้นที่โฆษณา โดยมีตัวละครหลัก 3 ฝั่งที่ทำงานเชื่อมโยงกันดังนี้

1. ฝั่งคนซื้อ หรือ Advertiser

แบรนด์หรือนักการตลาดที่ต้องการทำโฆษณา จะใช้เครื่องมือ DSP หรือ Demand Side Platform เพื่อตั้งค่าแคมเปญว่าอยากได้ลูกค้ากลุ่มไหน อายุเท่าไหร่ สนใจเรื่องอะไร และมีงบเท่าไหร่ ระบบนี้จะรับหน้าที่เอาความต้องการของเราไปหาพื้นที่ลงโฆษณาที่เหมาะสมให้

2. ฝั่งคนขาย หรือ Publisher

เจ้าของเว็บ แอปพลิเคชัน หรือสื่อที่มีพื้นที่ว่างเหลือ จะใช้เครื่องมือฝั่งตัวเองที่เรียกว่า SSP หรือ Supply Side Platform เพื่อเอาพื้นที่เหล่านั้นออกมาวางขาย และจัดการให้ได้ราคาดีที่สุด

3. ตลาดกลาง หรือ Ad Exchange

พื้นที่ตรงกลางที่ DSP และ SSP มาเจอกัน เพื่อทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาแบบ Real-time หรือที่เรียกว่า Real-Time Bidding เมื่อมีคนกดเข้าเว็บปุ๊บ ระบบจะประมูลทันทีว่าโฆษณาของใครจะได้ขึ้นโชว์ให้คนคนนั้นเห็น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไวมากในระดับเสี้ยววินาทีเลยทีเดียว

เทคโนโลยีสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับ adtech innovation

AdTech ต้องอาศัยเทคโนโลยีอะไรบ้าง?

AdTech มีเครื่องมือหลายตัวที่ทำงานประสานกัน เพื่อให้โฆษณาของเราวิ่งไปหาลูกค้าได้เป๊ะที่สุด มาดูกันว่ามีตัวไหนบ้างที่เรารู้ไว้แล้วจะได้เปรียบ

1. Programmatic Advertising

การซื้อขายโฆษณายุคใหม่ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยซื้อขายแบบอัตโนมัติ ตัดขั้นตอนยุ่งยากที่ต้องใช้คนออกไป ทำให้ประหยัดเวลาและทรัพยากร แถมยังปรับเปลี่ยนแคมเปญได้แบบเรียลไทม์ตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

2. DSP (Demand-Side Platform)

แพลตฟอร์มสำหรับฝั่งคนซื้อ ช่วยให้เราซื้อพื้นที่โฆษณาจากหลายแหล่งได้ในที่เดียว ไม่ต้องไล่ติดต่อทีละเว็บ ระบบจะใช้อัลกอริทึมช่วยคำนวณว่างบเท่านี้ เป้าหมายแบบนี้ ควรประมูลพื้นที่ตรงไหนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์คุ้มที่สุด เช่น Amazon DSP, Google Display & Video 360 (DV360) และ Trade Desk เป็นต้น

3. SSP (Supply-Side Platform)

แพลตฟอร์มสำหรับฝั่งคนขาย เอาไว้บริหารจัดการพื้นที่ว่างในเว็บตัวเอง เพื่อเอาออกมาขายให้นักโฆษณา ระบบนี้จะช่วยตั้งราคาขั้นต่ำและหาคนซื้อที่ให้ราคาสูงสุด เพื่อให้เจ้าของเว็บมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น PubMatic, Google Ad Manager, Magnite, OpenX และ Index Exchange เป็นต้น

4. RTB (Real-Time Bidding)

กลไกการประมูลราคาแบบเรียลไทม์โดยอัตโนมัติ เมื่อมีคนกดเข้าเว็บปุ๊บ ระบบ RTB จะส่งข้อมูลไปยัง Ad Exchange พอเปิดประมูลพื้นที่โฆษณาปั๊บ ใครให้ราคาสูงสุดและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุดก็ได้โชว์โฆษณาไปภายในระดับมิลลิวินาที เรียกว่าไวกว่าการกะพริบตาซะอีก

5. Ad Exchange

ตลาดกลางดิจิทัลที่เป็นจุดนัดพบระหว่าง DSP (คนซื้อ) และ SSP (คนขาย) เปรียบเหมือนตลาดหุ้นที่มีการซื้อขายพื้นที่โฆษณากันตลอดเวลา โดยใช้ Big Data และ AI ช่วยประมวลผลให้การแลกเปลี่ยนนี้เกิดขึ้นโปร่งใสและรวดเร็วที่สุด

6. DMP (Data Management Platform)

คลังเก็บข้อมูลลูกค้าที่รวบรวมมาจากหลายแหล่ง ทั้งประวัติการเข้าเว็บหรือความสนใจต่าง ๆ เอามาจัดหมวดหมู่สร้างเป็น Audience Segment เพื่อให้เราดึงข้อมูลชุดนี้ไปใช้ยิงแอดได้แม่นยำขึ้น

7. CDP (Customer Data Platform)

ร่างอัปเกรดของการจัดการข้อมูลที่ต่างจาก DMP ตรงที่ CDP จะเก็บข้อมูลลูกค้าแบบเจาะลึกรายบุคคล (Touchpoint) ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้เราเห็นภาพลูกค้าคนหนึ่งได้ครบทุกมิติ เหมาะมากสำหรับการทำการตลาดแบบ Personalization Marketing

8. AI & Machine Learning

เบื้องหลังความฉลาดของ AdTech ทั้งหมด ทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ช่วยตัดสินใจราคาประมูล หรือแม้แต่ช่วยปรับแต่งหน้าตาโฆษณา (Creative) ให้เหมาะกับแต่ละคนโดยอัตโนมัติ

9. Pixel & Tagging Technology

โค้ดจิ๋วแต่แจ๋วที่เอาไปฝังไว้บนเว็บไซต์ เพื่อคอยติดตามว่าลูกค้าเข้ามาแล้วทำอะไรบ้าง เช่น กดดูสินค้า หรือกดสั่งซื้อ ข้อมูลจาก Pixel จะทำให้เรารู้ว่าแอดตัวไหนเวิร์กหรือไม่เวิร์ก และเอาไปทำ Retargeting ตามลูกค้าต่อได้

10. Attribution Modeling

เครื่องมือให้คะแนนความดีความชอบของโฆษณาแต่ละตัว เพราะลูกค้าหนึ่งคนอาจเห็นโฆษณาเราจากหลายที่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เครื่องมือนี้จะช่วยวิเคราะห์ว่าช่องทางไหน ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google, หรือ Banner มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด เพื่อให้เราจัดสรรงบครั้งต่อไปได้ถูกจุด

ทำ adtech เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

AdTech ทำโฆษณาแบบใหม่แบบไม่ต้องเดา

AdTech คือพระเอกใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนการโฆษณาแบบเดิม ให้กลายเป็นการตัดสินใจด้วยข้อมูลแบบเนื้อ ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้นักการตลาดอย่างเราเข้าถึงลูกค้าได้แม่น แก้เกมได้แบบเรียลไทม์ และวัดผลความคุ้มค่าได้ชัดเจน การเข้าใจ AdTech จึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ธุรกิจยุคนี้ขาดไม่ได้

หากคุณต้องการนำ AdTech มาปรับใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริง แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน Blupaper มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมช่วยวิเคราะห์และออกแบบกลยุทธ์การโฆษณาที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตั้งแต่เฟ้นหากลุ่มเป้าหมายด้วย Data เทสต์หาคอนเทนต์ที่ใช่ ไปจนถึง Optimize แคมเปญรายวันเพื่อให้ต้นทุนต่อผลลัพธ์ถูกที่สุด ติดต่อ Blupaper ตอนนี้! เพื่อเปลี่ยนงบการตลาดที่มีให้กลายเป็นกำไรที่จับต้องได้จริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AdTech

Q: AdTech ช่วยลดต้นทุนค่าโฆษณาได้จริงไหม?

A: ช่วยลดได้จริงในระยะยาว เพราะ AdTech ช่วยลดงบประมาณที่จะใช้ไปกับการยิงแอดผิดกลุ่มเป้าหมายและระบบประมูลแบบ Real-time จะช่วยให้เราได้ราคาพื้นที่โฆษณาที่เหมาะสมที่สุด ณ เวลานั้น ๆ ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมคุ้มค่ากว่า

Q: เริ่มใช้ AdTech แล้วจะเห็นผลเลยไหม?

A: AdTech อาศัย AI และ Machine Learning เป็นหลัก ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนรู้ข้อมูลช่วงแรก หรือที่เรียกว่า Learning Phase สักพัก เพื่อให้ระบบจับทางได้ว่าลูกค้าแบบไหนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย พอผ่านช่วงเรียนรู้ไป ระบบจะมีความแม่นยำจะเพิ่มขึ้นแบบเห็นได้ชัด

Q: AdTech ช่วยป้องกันพวกโกงคลิก หรือ Ad Fraud ได้ไหม?

A: ได้ ข้อดีของ AdTech คือ เป็นระบบสมัยใหม่ที่มี AI คอยตรวจจับพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น ยอดคลิกที่มาจาก Bot หรือ Traffic ที่ไม่ได้มาจากคนจริง ระบบจะคัดกรองออกให้ทันที ไม่ต้องเสียเงินฟรีไปกับยอดคลิกปลอม

Q: อยากใช้ AdTech ต้องเขียนโค้ดเป็นไหม?

A: ไม่จำเป็น เพราะ AdTech ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายผ่าน Dashboard ที่ UI เป็นมิตร แต่สิ่งที่สำคัญในการใช้ AdTech คือสกิลการอ่านข้อมูล หรือ Data Analysis เพื่อเอาตัวเลขมาปรับปรุงแผนการตลาดให้ดีขึ้น

Q: ควรทำ AdTech เอง หรือจ้างเอเจนซี่ดีกว่า?

A: หากเพิ่งเริ่มต้นหรือสเกลธุรกิจยังไม่ใหญ่มาก การจ้างเอเจนซี่ที่มีเครื่องมือพร้อมอยู่แล้วมักจะคุ้มกว่า เพราะเครื่องมือ AdTech บางตัวมีค่าใช้จ่ายรายเดือนสูงและต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่ถ้าธุรกิจระดับ Enterprise และมีทีม Data พร้อม การลงทุนซื้อระบบมาทำ In-house เอง จะตอบโจทย์เรื่องความคล่องตัวมากกว่า