Dark Post คืออะไร?

Dark Post คือ โฆษณาบน Facebook ที่ไม่ได้แสดงผลในหน้าเพจหลักของเราหรือฟีดปกติของผู้ติดตาม แต่จะถูกนำเสนอเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งใจเจาะจงให้เห็นเท่านั้น

แม้ชื่อจะฟังดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้ว Dark Post เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักการตลาดยิงแอดได้อย่างแม่นยำ เพราะเป็นเหมือนโฆษณาแบบลับ ๆ ไม่ให้เห็นในฟีดของเพจตัวเอง แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด สามารถควบคุมได้ว่าใครจะเห็นและไม่เห็น แถมยังไม่ทำให้เพจของเราดูรกหูรกตาอีกด้วย

ประโยชน์ของ dark post บน facebook ads

Dark Post มีประโยชน์กับการยิงแอด Facebook อย่างไร?

  • ตั้ง Targeting ได้แม่นยำ ยิงแอดเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ โดยไม่ต้องแสดงโพสต์ให้ทุกคนในเพจเห็น
  • ลดความรำคาญ โพสต์ที่ไม่เกี่ยวข้องจะไม่ขึ้นฟีดของผู้ติดตามกลุ่มอื่น ๆ
  • ไม่อยากยิง Ads แบบทั่วไป ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มในการแสดงโพสต์ให้ทุกคนเห็น
  • ติดตามผลง่าย ทุกการกระทำถูกติดตามและวัดผลได้ทันที
  • ขยายตลาดและโปรโมชันตรงจุด โปรโมตสินค้าหรือบริการใหม่ได้โดยไม่รบกวนผู้ติดตามเก่า

หลักการทำงานของ Dark Post

หลายคนฟังชื่อแล้วอาจจะคิดว่า Dark Post คือโพสต์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือเป็นโพสต์ที่มีความลับ แต่จริง ๆ แล้วมันคือโพสต์ที่แสดงแค่กับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเท่านั้น โดยไม่ต้องไปปรากฏในฟีดหลักของเพจหรือหน้าบนโปรไฟล์ของเรา ซึ่งช่วยให้การยิงแอดเป็นไปได้แม่นยำขึ้นนั่นเอง

1. Placement (ตำแหน่งโฆษณา)

Dark Post ช่วยให้เราสามารถเลือกตำแหน่งที่จะให้โพสต์ปรากฏได้หลากหลาย เช่น ในฟีดหลักของ Facebook, Instagram หรือใน Stories หรือแม้แต่ใน Audience Network ของ Facebook เองก็ได้ ช่วยเปิดทางให้เราเลือกแสดงในตำแหน่งที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเราได้เลย

2. Audience (กลุ่มเป้าหมาย)

ด้วยการยิงแอดแบบ Dark Post เราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยเลือกกลุ่มคนที่มีความสนใจในสินค้าหรือบริการของเราผ่านข้อมูลจาก Facebook Audience Insights ซึ่งช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มที่สนใจและหลีกเลี่ยงการโฆษณาไปยังคนที่ไม่เกี่ยวข้อง

3. Budget (งบประมาณ)

อีกหนึ่งข้อดีของ Dark Post คือเราสามารถควบคุมงบประมาณที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งงบประมาณรายวันหรือระยะเวลาที่กำหนด และสามารถตรวจสอบและปรับเปลี่ยนงบได้ตลอดเวลา

เมื่อไหร่ถึงควรตั้งค่ายิง facebook ads แบบ dark post

ใช้ Dark Post บน Facebook Ads ตอนไหนดี?

Dark Post คือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยิงแอดบน Facebook ให้เราโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ตรงมากขึ้น ดังนั้น การใช้ Dark Post จึงเหมาะกับกรณีต่าง ๆ ดังนี้

1. อยากเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

เมื่อเรามีสินค้าหรือบริการสินค้าตอบโจทย์คนหลายกลุ่มที่มีปัญหา ที่ต้องการโปรโมตให้กับกลุ่มลูกค้าที่เฉพาะเจาะจง การใช้ Dark Post จะช่วยให้โพสต์ของเราไปปรากฏเฉพาะกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยไม่รบกวนผู้ติดตามกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งจะยิ่งเสริมให้ลูกค้ารู้สึกว่าโฆษณานี้พูดกับเขาโดยเฉพาะอีกด้วย

อ่านบทความที่น่าสนใจ:Personalized Marketing คืออะไร? การตลาดแบบรู้ใจลูกค้าได้ผลมากกว่า

2. ไม่อยากให้โพสต์โชว์ในฟีดเพจ

หากไม่ต้องการให้โพสต์นั้นปรากฏในฟีดหลักของเพจ เช่น โฆษณาชั่วคราว หรือโพสต์ที่มีการโปรโมตเฉพาะกลุ่ม ก็สามารถใช้ Dark Post เพื่อตั้งค่าให้โพสต์ปรากฏเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้ได้

3. ต้องการโปรโมตโปรโมชันหรือข้อเสนอพิเศษเฉพาะกลุ่ม

ในกรณีที่ต้องการสื่อสารกับกลุ่มที่เหมาะสมเกี่ยวกับโปรโมชันหรือข้อเสนอพิเศษแบบเจาะจง การใช้ Dark Post จะทำให้ไม่รบกวนผู้ติดตามคนอื่น ๆ และเป็นโปรโมตข้อเสนอนั้น ๆ เฉพาะกลุ่มที่เราต้องการได้ทันที

4. ทดสอบครีเอทีฟหรือแคมเปญใหม่

การทำ A/B Testing ผ่าน Dark Post ช่วยให้เราได้ทดลองครีเอทีฟโฆษณาหลาย ๆ แบบ โดยไม่ต้องโพสต์ซ้ำในฟีดของเพจ ช่วยให้เราวัดผลได้ง่ายและเร็วขึ้น

5. ทำ Retargeting แบบเฉพาะเจาะจง

การดึงคนที่เคยเข้ามาดูสินค้าแล้วแต่ยังไม่ซื้อ ให้กลับมาตัดสินใจอีกครั้ง ด้วยการยิงแอด Dark Post ไปหาพวกเขาเพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้สูงกว่าการยิงแอดแบบหว่านทั่วไป

อ่านบทความที่น่าสนใจ:Retargeting คืออะไร? เทคนิคการตลาดแบบตามลูกค้าไปทุกที่อย่างมีชั้นเชิง

ข้อควรระวังในการยิงแอด facebook ด้วยการใช้ dark post

ข้อควรระวังเมื่อใช้ Dark Post บน Facebook

แม้ว่า Dark Post จะมีประโยชน์ต่อการยิงแอด Facebook มากมาย แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องระวังเมื่อใช้งานอยู่เหมือนกัน!

  • ต้องบริหารจัดการหลายโพสต์Dark Post คือโพสต์ที่แสดงเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้ หากมีหลายกลุ่มเป้าหมายหรือหลายแคมเปญ อาจเกิดความยุ่งยากในการบริหารจัดการแอดได้
  • อาจทำให้บางกลุ่มมองข้ามหากตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายไม่ถูกต้องหรือไม่ครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มอาจไม่ได้รับโพสต์ที่สำคัญนั้น ๆ ไปเลย
  • ต้องตั้งค่าและติดตามอย่างระมัดระวังการทำ Dark Post ต้องตั้งค่ากลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ เวลาในการแสดง และอาจมีการปรับเปลี่ยนในระหว่างแคมเปญ จึงต้องติดตามผลและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ
  • เสี่ยงต่อการสร้างคอนเทนต์มากเกินไปถ้าทำการโปรโมตหลาย ๆ โพสต์ในหลาย ๆ กลุ่มเป้าหมายพร้อมกัน อาจทำให้คุณสร้างเนื้อหาหรือโฆษณามากเกินไป และไม่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน
  • จัดการคอมเมนต์ยากDark Post ไม่ปรากฏในฟีดของเพจ บางครั้งการแจ้งเตือนคอมเมนต์อาจไม่แสดง พลาดโอกาสตอบกลับลูกค้าหรือคอมเมนต์เชิงลบ
  • ไม่มี Organic Reachเมื่อหยุดจ่ายค่าแอด โพสต์ในรูปแบบ Dark Post จะหายไปจากสายตาผู้คนทันที เนื่องจากไม่มีการเผยแพร่แบบออร์แกนิก

ยิง Dark Post แบบลับ ๆ แต่ได้ยอดขายกลับมาเพียบ

Dark Post คือเครื่องมือที่ทรงพลังมากกว่าที่คิด ด้วยการช่วยให้เราโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นและสามารถทำการโปรโมตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพียงแค่เรารู้จักวิธีใช้ในการคัดกรองเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน ก็จะสามารถเพิ่มยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำ ไปพร้อม ๆ กับรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของเพจไว้ได้ด้วย

หากคุณพร้อมที่จะยิงแอดให้ตรงจุด Blupaper มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้าน Ads ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตเร็วและมีประสิทธิภาพ ติดต่อ Blupaper วันนี้ เพื่อรับคำแนะนำและกลยุทธ์การยิงแอด ให้ธุรกิจของคุณติดตามผลได้จริงและเพิ่มยอดขายได้ก่อนใคร!

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dark Post

Q: เปลี่ยน Dark Post ให้โชว์หน้าเพจได้ไหม?

A: ได้ แต่โดยปกติแล้ว Dark Post ที่ถูกสร้างผ่าน Facebook Ads Manager จะไม่มีปุ่ม “Publish” เพื่อย้ายมาหน้าเพจโดยตรง แต่สามารถนำ Post ID ของ Dark Post นั้นมาโพสต์ใหม่ หรือใช้วิธีสร้างโพสต์ใหม่ที่เนื้อหาเหมือนกันลงหน้าเพจได้

Q: ดู Dark Post ของคู่แข่งได้ไหม?

A: ได้ ด้วยการใช้ Facebook Ad Library เราสามารถพิมพ์ชื่อเพจคู่แข่งเพื่อดูโฆษณาทั้งหมดที่คู่แข่งกำลังรันอยู่ได้ ซึ่งรวมไปถึง Dark Post ด้วยเช่นกัน

Q: แก้ไขข้อความใน Dark Post หลังจากยิงแอดไปแล้วได้ไหม?

A: ได้ แต่ยากกว่าโพสต์ปกติ หากโฆษณารันอยู่ จำเป็นต้องปิดหรือ Pause โฆษณาก่อน ถึงจะเข้าไปแก้ได้ เมื่อแก้เสร็จ ระบบ Facebook จะตรวจสอบแอดนั้นใหม่อีกรอบ ซึ่งการแก้ไขอาจทำให้ยอด Engagement หายไปในบางกรณี จึงแนะนำให้ Duplicate แล้วแก้ในตัวใหม่จะปลอดภัยกว่า

Q: ลิงก์ที่ใส่ใน Dark Post ควรเป็นแบบไหน?

A: แนะนำให้ใส่ UTM ต่อท้ายลิงก์เว็บไซต์ หรือใช้ลิงก์ Inbox/Line OA เพื่อให้วัดผลได้ชัดเจนว่าลูกค้าทักมาจาก Dark Post ตัวไหน