ความแตกต่างของ retargeting vs remarketing

Retargeting vs Remarketing ต่างกันยังไง? ไขข้อข้องใจก่อนยิงแอด

ในวงการการตลาดออนไลน์ คู่หูที่สร้างความสับสนได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง Retargeting กับ Remarketing เพราะหลายคนมักจะเข้าใจไปว่ามันคือเรื่องเดียวกัน หรือบางทีก็ใช้เรียกสลับกันไปมาจนเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องลงมือวางแผนกลยุทธ์ จ่ายเงินยิงแอดจริง ๆ ความเข้าใจนี้อาจหมายถึงการเสียโอกาสปิดการขาย ที่ลงทุนจ่ายเงินไปตั้งเยอะแต่ได้ผลลัพธ์กลับมาไม่คุ้มค่า

บทความนี้ Blupaper จะมาไขข้อข้องใจให้ชัดเจน ด้วยการพาคุณมาแยกแยะความแตกต่างระหว่าง Retargeting vs Remarketing กันแบบชัด ๆ ว่าสถานการณ์ไหนควรหยิบอะไรมาใช้ให้ยอดขายพุ่ง
คลิกเลือกอ่านตามหัวข้อ

Retargeting คืออะไร?

Retargetingคือ กลยุทธ์โฆษณาออนไลน์ที่ช่วยให้เรากลับไปสื่อสารกับคนที่เคยสนใจแบรนด์ของเราได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ ดูสินค้า หรือโต้ตอบบนโซเชียลมีเดีย แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อและกลายเป็นลูกค้าจริง

โดยมีกระบวนการทำงานด้วยการใช้ Cookie ที่ฝังอยู่บนหน้าเว็บไซต์ เข้ามาช่วยติดตามข้อมูลการใช้งาน ทันทีที่มีคนเข้ามาในพื้นที่ของเรา ระบบก็จะจดจำว่าเขาดูอะไร สนใจหน้าไหน และเมื่อเขาจากไปโดยที่ยังไม่ซื้อ ระบบจะส่งโฆษณาตามไปแสดงผลในเว็บไซต์อื่น ๆ หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เขาใช้งาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจดจำแบรนด์ เห็นซ้ำ ๆ จนเกิดความอยากได้ และตัดสินใจกลับมาซื้อในที่สุด

สรุปง่าย ๆ ว่า Retargeting คือ การติดตามพฤติกรรมแล้วยิงแอดใส่ทันที เป็นการดึงคนที่เกือบจะเป็นลูกค้าให้กลายมาเป็นลูกค้า โดยอาศัยความต่อเนื่องของการเห็นโฆษณา

เป้าหมายหลักของ Retargetingคือ การดึงคนแปลกหน้า หรือคนที่แค่แวะมาดูให้กลับเข้ามาในร้านเราอีกครั้งและปิดการขายให้ได้ เพราะคนกลุ่มนี้มีความสนใจสินค้าเราอยู่แล้ว แค่อาจจะยังไม่พร้อมจ่ายในตอนแรก เราเลยต้องย้ำเตือนความจำกันสักหน่อย

remarketing คือการเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อทำโฆษณาให้ตอบโจทย์

Remarketing คืออะไร?

Remarketingคือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยอาศัยฐานข้อมูลที่เราบันทึกไว้ เป็นการทำการตลาดซ้ำกับคนที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือมีปฏิสัมพันธ์กับเราผ่าน การติดตั้ง Tag เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรม ความสนใจ หรือข้อมูลส่วนตัวอย่างอีเมลและเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ก่อน

เมื่อเรามีข้อมูลในมือแน่นพอ เราจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อแบ่งกลุ่มเป้าหมาย แล้วค่อยส่งโฆษณาในรูปแบบ Banner ไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือส่งข้อความผ่าน Email เพื่อทำ Email Marketing ไปหาคนกลุ่มนั้นโดยตรง เพื่อนำเสนอสินค้าหรือโปรโมชันให้ตรงใจที่สุด

หรือเรียกง่าย ๆ ว่า Remarketing คือ การเก็บข้อมูลเข้าคลังก่อน แล้วค่อยทำโฆษณาทีหลัง เป็นการเล่นกับข้อมูลเชิงลึกที่เรามี เพื่อส่งสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ กลับไปหาพวกเขา

เป้าหมายของ Remarketing คือ รักษาความสัมพันธ์และกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ แบบไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแพง ๆ

Remarketing ต่างกับ Retargeting ตรงไหนบ้าง?

จะเห็นว่า ทั้ง Retargetingและ Remarketingต่างก็เป็นการยิงแอดไปที่กลุ่มคนที่เคยมีโอกาสเป็นลูกค้าของเราเหมือนกัน แต่มาดูกันชัด ๆ ว่ามีจุดไหนบ้างที่ทำให้ทั้งต่างกัน หลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 จุดใหญ่ ดังนี้

1. วิธีการทำงานและข้อมูลที่ใช้ (Mechanism & Data)

  • Retargeting จะทำงานบนพื้นฐานของ Cookie เป็นหลัก ซึ่งจะเน้นความไว จับพฤติกรรมปุ๊บ ส่งโฆษณาตามไปผ่าน Paid Media ปั๊บ เหมาะกับการตามล่าคนที่เพิ่งเข้ามาดูแต่ยังไม่ซื้อ
  • Remarketing จะทำงานบนพื้นฐานของ Collected Data หรือข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Email List หรือข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกจากการติด Tag เป็นต้น ซึ่งมักจะใช้ผ่าน Owned Media เช่น การส่ง Email Marketing หรือ SMS ไปหาลูกค้าเพื่อกระตุ้นความสนใจซ้ำ

2. ช่วงเวลาในการทำ (Timing)

  • Retargeting เน้นความสดใหม่ (Real-time) ทำทันที หรือทำในช่วงที่ลูกค้ากำลังมีความต้องการอยู่ เพื่อไม่ให้เขาเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่ง
  • Remarketing เน้นการวางแผน (Strategic) เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ก่อน แล้วค่อยเลือกจังหวะที่เหมาะสมในการส่งโปรโมชันกลับไปหา

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Retargeting และ Remarketing

RetargetingRemarketing
หลักการทำงานใช้ Cookie ติดตามพฤติกรรมการท่องเว็บใช้ Tag เก็บข้อมูล หรือใช้ฐานข้อมูลลูกค้า (Email/Tel)
รูปแบบการสื่อสารเน้นยิงโฆษณา (Paid Ads) ตามไปในเว็บต่าง ๆเน้นส่ง Email, SMS หรือยิงแอดจากข้อมูลที่มีอยู่
ช่วงเวลาทำทันที หรือต่อเนื่อง (Real-time)เก็บข้อมูล วิเคราะห์ แล้วค่อยทำ (Delayed)
กลุ่มเป้าหมายคนแปลกหน้า หรือคนที่เพิ่งเคยเข้าเว็บ (Visitors)ลูกค้าเก่า หรือคนที่มีข้อมูลติดต่อแล้ว (Leads/Customers)
เป้าหมายหลักดึงคนให้กลับมาซื้อ (Convert) / หาลูกค้าใหม่รักษาฐานลูกค้า (Retain) / ซื้อซ้ำ (Upsell)

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อจำกัด Remarketing vs Retargeting

เพื่อประกอบการตัดสินใจ เราสรุปมาให้แล้วว่าแต่ละแบบมีจุดเด่น-จุดด้อยอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!

Retargeting

ข้อดีของ Retargeting คือ

  • เข้าถึงคนได้กว้างและเร็วไม่ต้องรอขออีเมลหรือเบอร์โทรใคร เพียงพวกเขาคลิกเข้าเว็บ เราก็เริ่มปฏิบัติการได้ทันที เหมาะกับการหาลูกค้าใหม่ ๆ
  • สร้างการจดจำแบรนด์ (Brand Awareness) โฆษณาเราไปโผล่ทุกที่ที่ลูกค้าไป จะทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือในสายตาเขามากขึ้น
  • ดักจับ Impulse Buyer ได้ดี ลูกค้าบางคนอารมณ์พาไป เห็นปุ๊บอยากได้ปั๊บ Retargeting จึงเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นความอยากนั้นได้เป็นอย่างดี

ข้อจำกัดของ Retargeting คือ

  • ค่าใช้จ่ายสูงต้องซื้อพื้นที่โฆษณา (Paid Media) ยิ่งแข่งกันเยอะ ค่า CPC ก็ยิ่งแพง ถ้าตั้งค่าไม่ดีอาจจะขาดทุนได้ง่าย ๆ
  • เสี่ยงโดนรำคาญถ้ายิงถี่เกินไป ลูกค้าจะรู้สึกเหมือนโดนสตอล์กเกอร์ตามรังควาน จากที่อยากซื้อจะกลายเป็นเกลียดแบรนด์แทน
  • พึ่งพา Cookies สูงอนาคตของเรื่อง Privacy ทำให้การติดตามตัวด้วย Cookie ยากขึ้นเรื่อย ๆ ความแม่นยำอาจลดลงในระยะยาว

Remarketing

ข้อดีของ Remarketing คือ

  • ปิดการขายง่ายกว่าคนกลุ่มนี้รู้จักเราและไว้ใจในระดับหนึ่งแล้ว การส่งโปรโมชัน ไปสะกิดนิดหน่อย ก็ช่วยเพิ่มโอกาสซื้อได้สูงกว่า
  • ต้นทุนต่ำกว่าการส่งอีเมล 1 ครั้งแทบจะไม่มีต้นทุนเพิ่ม ซึ่งประหยัดกว่าการจ่ายค่าแอด
  • รู้ใจลูกค้าคุยหรือให้สิทธิพิเศษแบบเจาะจงได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราใส่ใจ ไม่ใช่หว่านแห

ข้อจำกัดของ Remarketing คือ

  • ต้องมีฐานข้อมูลถ้าเพิ่งเปิดเว็บใหม่ ๆ ไม่มีฐานข้อมูลลูกค้าเลย จำเป็นต้องสะสม Data ไปสักพักก่อน
  • เข้าถึงคนได้น้อยกว่าคุยได้แค่กับคนที่เรามีข้อมูลติดต่อเท่านั้น ไม่สามารถไปกวาดคนนอกวงเข้ามาได้
  • อุปสรรคทางเทคนิคเช่น ส่งอีเมลไปแล้วลงถังขยะ (Junk Mail) หรือลูกค้าเปลี่ยนเบอร์โทร ข้อมูลไม่อัปเดต ทำให้การสื่อสารล้มเหลว

ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อจำกัด Retargeting vs Remarketing

RetargetingRemarketing
ข้อดี
  • เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอมีข้อมูล
  • สร้างภาพจำ
  • ดึงลูกค้าได้กว้างกว่า
  • ปิดการขายง่าย ลูกค้าไว้ใจอยู่แล้ว
  • ประหยัดงบ
  • รู้ใจกว่า ส่งโปรเฉพาะบุคคลได้
ข้อจำกัด
  • ต้นทุนสูง
  • คนอาจรำคาญแบรนด์
  • พึ่งพา Cookie อาจติดตามยากขึ้น
  • ต้องมีฐานข้อมูลลูกค้า
  • ขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ไม่ได้
  • ตกหล่นง่าย
ทำ retargeting vs remarketing แบบไหนดีกว่ากัน

Remarketing vs Retargeting เลือกใช้แบบไหนดี?

อ่านกันมาถึงตรงนี้ หลายคนคงกำลังสงสัยว่า แล้วเราควรเลือกใช้ Retargeting หรือ Remarketingดี? เราสรุปแบบย่อยง่ายมาให้แล้วว่าแต่ละธุรกิจควรเลือกใช้แบบไหน

เลือกใช้ Retargeting ถ้า

  • เพิ่งเปิดเว็บใหม่ หรือยังไม่มีฐานข้อมูลลูกค้า Retargeting คือทางเลือกที่ดีที่จะช่วยกวาดคนเข้ามาหาเราได้
  • ต้องการหาลูกค้าใหม่ ยิงแอดไปหาคนที่เกือบจะซื้อให้กลับมาซื้อ คือวิธีที่ได้ผลเร็วที่สุด
  • มีคนเข้าเว็บเยอะ แต่ยอดขายน้อย แปลว่าคนสนใจแต่ยังลังเล Retargeting จะทำหน้าที่เป็นกองหนุน คอยตามไปย้ำเตือนจนเขายอมควักกระเป๋าในที่สุด

เลือกใช้ Remarketing ถ้า

  • มีฐานข้อมูลลูกค้าในมือเยอะแล้ว อย่าปล่อยให้ข้อมูลที่มีนอนนิ่งอยู่เฉย ๆ ควรหยิบมาทำ Remarketing ด่วน เพราะนี้คือวิธีกระตุ้นลูกค้าได้โดยไม่ต้องเสียเงินยิงแอด
  • มีงบจำกัด การส่งอีเมลหรือ SMS ไปหาลูกค้าเก่าจะใช้งบน้อยกว่าการยิงแอด Facebook หลายเท่าตัว แต่ได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากว่า
  • ต้องการเน้นลูกค้าซื้อซ้ำ สำหรับธุรกิจที่ต้องการผลลัพธ์ระยะยาว การใช้ Remarketing คอยเตือนเมื่อของใกล้หมด หรือแนะนำสินค้าใหม่ จะช่วยให้เราทำกำไรได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา
ทำ retargeting และ remarketing ควบคู่กันคุ้มค่าที่สุด

เพิ่มยอดขายด้วยไม้ตาย Remarketing และ Retargeting

ทำไมต้องเลือกในเมื่อเราสามารถทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกันได้! การเลือกใช้ทั้ง Retargeting และ Remarketingผสานกันไป ช่วยปิดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้กันและกันได้เป็นอย่างดี Blupaper มีแนวทางการปรับใช้มาฝาก

1. เปิดเกมด้วย Retargeting

ในช่วงแรกที่ลูกค้ายังไม่คุ้นเคยกับเรา ให้ทำ Retargeting ยิงแอดตามตื้อเพื่อดึงเขากลับมาที่หน้าเว็บให้ได้ก่อน โดยมีอีกเป้าหมายหนึ่งก็คือ ทำให้เขา ยอมให้ข้อมูลไว้กับเรา เช่น สมัครสมาชิก แลกรับโค้ดส่วนลด หรือกดสั่งซื้อครั้งแรกเสียก่อน

อ่านบทความที่น่าสนใจ:เทคนิคทำ Retargeting ที่เพิ่มยอดขายได้จริง โดยไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญ

2. ปิดเกมด้วย Remarketing

เมื่อเราได้ข้อมูลของลูกค้ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอีเมลหรือเบอร์โทรก็ตาม ให้หยุดยิงแอดใส่คนคนนั้นเพื่อประหยัดงบ แล้วหันมาทำ Remarketing ส่งอีเมลไปดูแลแทน เช่น แสดงความขอบคุณ แนะนำวิธีใช้สินค้า หรือเสนอขายสินค้ารุ่นที่แพงขึ้น (Upsell) ในอนาคต

การทำ Retargeting ร่วมกับ Remarketingแบบนี้ จะช่วยให้เราใช้งบโฆษณาได้อย่างคุ้มค่าที่สุด แถมยังเป็นโมเดลที่ยั่งยืนกว่าการอัดเงินโฆษณาอย่างเดียว เพราะเป็นวิธีที่ครอบคลุมทั้ง Sales Funnel

ทำ Remarketing และ Retargeting ไม่ให้ลูกค้าหลุดมือ

ไม่ว่าคุณจะเลือกทำ Retargeting หรือ Remarketing แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังไม่เปลี่ยนไปอยู่ดี นั่นก็คือ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าที่หลุดมือไปแล้วกลับมาหาเราให้ได้ เพราะลูกค้าแทบจะไม่ตัดสินใจซื้อของเลยทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เราจึงมีหน้าที่คอยตามไปย้ำเตือนจนกว่าเขาจะมั่นใจ

ถ้าวันนี้คุณยังไม่มีฐานข้อมูลลูกค้าเลย ให้เริ่มที่ Retargeting เพื่อกวาดคนเข้ามาก่อน เมื่อมีข้อมูลในมือแน่นแล้ว ให้ใช้ Remarketing เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าและประหยัดงบโฆษณา

หากใครลองวางแผนดูแล้วยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจตัวเองเหมาะกับวิธีไหน Blupaper พร้อมช่วย ด้วยทีมงานมืออาชีพวางระบบ Tracking และคิดกลยุทธ์ตามติดลูกค้าให้แม่นยำตั้งแต่ต้นจนจบ ติดต่อ Blupaper ได้เลย เพิ่มยอดขายให้แบรนด์คุณแบบฉุดไม่อยู่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาด

Q: ถ้าไม่มีเว็บไซต์ ทำ Retargeting ได้ไหม?

A: ได้ แต่จะจำกัดวงอยู่แค่ในแพลตฟอร์ม Social Media นั้น ๆ เช่น Facebook ยิงหาคนที่เคยดูวิดีโอ หรือคนที่เคยทัก Inbox ได้ แต่ตามคนที่กดลิงก์ออกไปข้างนอกไม่ได้ ดังนั้น เพื่อความแม่นยำและครอบคลุม การมีเว็บไซต์และติด Pixel คือทางเลือกที่ดีที่สุด

Q: ถ้าลูกค้ากดหยิบใส่ตะกร้าแต่ยังไม่ซื้อ ควรทำ Retargeting หรือ Remarketing?

A: ขึ้นอยู่กับว่าเรามีข้อมูลของลูกค้าคนนั้นแล้วหรือยัง ถ้ามีแล้ว การทำ Remarketing ส่งตรงถึงมือจะมีโอกาสปิดการขายสูงกว่า แต่ถ้าไม่มีข้อมูลติดต่อ การทำ Dynamic Retargeting โชว์รูปสินค้าชิ้นนั้นย้ำ ๆ บนโซเชียลก็เป็นแผนสำรองที่ได้ผลดีเยี่ยม

Q: Google Ads Remarketing คือการทำ Remarketing ไหม?

A: ไม่ใช่ เพราะในทางเทคนิค Google Ads Remarketing เน้นใช้ Cookies/Pixel ยิงแอดเพื่อตามติดลูกค้า ซึ่งนับเป็นวิธีของการทำ Retargeting ดังนั้น ถ้าคุณตั้งค่าในหน้า Google Ads ให้จำไว้ว่า Google Remarketing คือ การทำ Retargeting

Q: ใช้รูปภาพหรือวิดีโอทำ Retargeting ให้ผลดีกว่ากัน?

A: จากสถิติ การเลือกใช้วิดีโอจะสร้างการจดจำได้ดีกว่า แต่รูปภาพสินค้าจะสร้างยอดขายได้ดีกว่า จึงแนะนำให้ใช้ทั้งคู่ควบคู่กัน

Q: ใช้ Artwork ตัวเดียวกับที่ยิงหาลูกค้าใหม่ได้ไหม?

A: ไม่ควร เพราะการที่พวกเขาเห็นโฆษณาตัวแรกแล้วยังไม่ซื้อ แปลว่าแอดตัวแรกยังจูงใจไม่พอ ดังนั้น ในรอบ Retargeting จึงควรเปลี่ยนมุมขายใหม่ เช่น ยื่นข้อเสนอพิเศษ ให้ส่วนลด หรือโชว์รีวิวผู้ใช้จริง เพื่อปิดจุดลังเลใจของเขาให้ได้

สาระน่ารู้ที่น่าสนใจ
การสร้าง brand identity
Brand Identity คืออะไร? หลักการสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนและจดจำได้
การออกแบบหน้าเว็บไซต์
คู่มือออกแบบเว็บไซต์เชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มยอดขายและลดอัตรา Bounce Rate
แก้ปัญหายอดคลิกตกจาก ai overviews
AI Overviews ทำยอดคลิกตก? แก้ด้วย 3 กลยุทธ์ SEO
การออกแบบ ui ux ในยุค ai search
วิวัฒนาการ UX UI ในยุค AI กับการออกแบบเพื่อ AEO และ SEO
กลยุทธ์การสร้างอินโฟกราฟิกด้วย ai สำหรับ content marketing
เทคนิคสร้างอินโฟกราฟิกสวย ๆ ด้วย AI เพิ่ม Engagement
การวิเคราะห์ customer journey คืออะไร
Customer Journey คืออะไร? วิเคราะห์ Touch Point เพิ่มยอดขายด้วยข้อมูลลูกค้า
สาระน่ารู้ตามหมวดหมู่
แบ่งปันสาระน่ารู้ทาง