Retargeting คืออะไร?
Retargetingคือ กลยุทธ์โฆษณาออนไลน์ที่ช่วยให้เรากลับไปสื่อสารกับคนที่เคยสนใจแบรนด์ของเราได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ ดูสินค้า หรือโต้ตอบบนโซเชียลมีเดีย แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อและกลายเป็นลูกค้าจริง
โดยมีกระบวนการทำงานด้วยการใช้ Cookie ที่ฝังอยู่บนหน้าเว็บไซต์ เข้ามาช่วยติดตามข้อมูลการใช้งาน ทันทีที่มีคนเข้ามาในพื้นที่ของเรา ระบบก็จะจดจำว่าเขาดูอะไร สนใจหน้าไหน และเมื่อเขาจากไปโดยที่ยังไม่ซื้อ ระบบจะส่งโฆษณาตามไปแสดงผลในเว็บไซต์อื่น ๆ หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เขาใช้งาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจดจำแบรนด์ เห็นซ้ำ ๆ จนเกิดความอยากได้ และตัดสินใจกลับมาซื้อในที่สุด
สรุปง่าย ๆ ว่า Retargeting คือ การติดตามพฤติกรรมแล้วยิงแอดใส่ทันที เป็นการดึงคนที่เกือบจะเป็นลูกค้าให้กลายมาเป็นลูกค้า โดยอาศัยความต่อเนื่องของการเห็นโฆษณา
เป้าหมายหลักของ Retargetingคือ การดึงคนแปลกหน้า หรือคนที่แค่แวะมาดูให้กลับเข้ามาในร้านเราอีกครั้งและปิดการขายให้ได้ เพราะคนกลุ่มนี้มีความสนใจสินค้าเราอยู่แล้ว แค่อาจจะยังไม่พร้อมจ่ายในตอนแรก เราเลยต้องย้ำเตือนความจำกันสักหน่อย

Remarketing คืออะไร?
Remarketingคือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยอาศัยฐานข้อมูลที่เราบันทึกไว้ เป็นการทำการตลาดซ้ำกับคนที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือมีปฏิสัมพันธ์กับเราผ่าน การติดตั้ง Tag เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรม ความสนใจ หรือข้อมูลส่วนตัวอย่างอีเมลและเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ก่อน
เมื่อเรามีข้อมูลในมือแน่นพอ เราจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อแบ่งกลุ่มเป้าหมาย แล้วค่อยส่งโฆษณาในรูปแบบ Banner ไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือส่งข้อความผ่าน Email เพื่อทำ Email Marketing ไปหาคนกลุ่มนั้นโดยตรง เพื่อนำเสนอสินค้าหรือโปรโมชันให้ตรงใจที่สุด
หรือเรียกง่าย ๆ ว่า Remarketing คือ การเก็บข้อมูลเข้าคลังก่อน แล้วค่อยทำโฆษณาทีหลัง เป็นการเล่นกับข้อมูลเชิงลึกที่เรามี เพื่อส่งสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ กลับไปหาพวกเขา
เป้าหมายของ Remarketing คือ รักษาความสัมพันธ์และกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ แบบไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแพง ๆ
Remarketing ต่างกับ Retargeting ตรงไหนบ้าง?
จะเห็นว่า ทั้ง Retargetingและ Remarketingต่างก็เป็นการยิงแอดไปที่กลุ่มคนที่เคยมีโอกาสเป็นลูกค้าของเราเหมือนกัน แต่มาดูกันชัด ๆ ว่ามีจุดไหนบ้างที่ทำให้ทั้งต่างกัน หลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 จุดใหญ่ ดังนี้
1. วิธีการทำงานและข้อมูลที่ใช้ (Mechanism & Data)
- Retargeting จะทำงานบนพื้นฐานของ Cookie เป็นหลัก ซึ่งจะเน้นความไว จับพฤติกรรมปุ๊บ ส่งโฆษณาตามไปผ่าน Paid Media ปั๊บ เหมาะกับการตามล่าคนที่เพิ่งเข้ามาดูแต่ยังไม่ซื้อ
- Remarketing จะทำงานบนพื้นฐานของ Collected Data หรือข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Email List หรือข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกจากการติด Tag เป็นต้น ซึ่งมักจะใช้ผ่าน Owned Media เช่น การส่ง Email Marketing หรือ SMS ไปหาลูกค้าเพื่อกระตุ้นความสนใจซ้ำ
2. ช่วงเวลาในการทำ (Timing)
- Retargeting เน้นความสดใหม่ (Real-time) ทำทันที หรือทำในช่วงที่ลูกค้ากำลังมีความต้องการอยู่ เพื่อไม่ให้เขาเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่ง
- Remarketing เน้นการวางแผน (Strategic) เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ก่อน แล้วค่อยเลือกจังหวะที่เหมาะสมในการส่งโปรโมชันกลับไปหา
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Retargeting และ Remarketing
| Retargeting | Remarketing | |
| หลักการทำงาน | ใช้ Cookie ติดตามพฤติกรรมการท่องเว็บ | ใช้ Tag เก็บข้อมูล หรือใช้ฐานข้อมูลลูกค้า (Email/Tel) |
| รูปแบบการสื่อสาร | เน้นยิงโฆษณา (Paid Ads) ตามไปในเว็บต่าง ๆ | เน้นส่ง Email, SMS หรือยิงแอดจากข้อมูลที่มีอยู่ |
| ช่วงเวลา | ทำทันที หรือต่อเนื่อง (Real-time) | เก็บข้อมูล วิเคราะห์ แล้วค่อยทำ (Delayed) |
| กลุ่มเป้าหมาย | คนแปลกหน้า หรือคนที่เพิ่งเคยเข้าเว็บ (Visitors) | ลูกค้าเก่า หรือคนที่มีข้อมูลติดต่อแล้ว (Leads/Customers) |
| เป้าหมายหลัก | ดึงคนให้กลับมาซื้อ (Convert) / หาลูกค้าใหม่ | รักษาฐานลูกค้า (Retain) / ซื้อซ้ำ (Upsell) |
เปรียบเทียบข้อดี-ข้อจำกัด Remarketing vs Retargeting
เพื่อประกอบการตัดสินใจ เราสรุปมาให้แล้วว่าแต่ละแบบมีจุดเด่น-จุดด้อยอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!
Retargeting
ข้อดีของ Retargeting คือ
- เข้าถึงคนได้กว้างและเร็วไม่ต้องรอขออีเมลหรือเบอร์โทรใคร เพียงพวกเขาคลิกเข้าเว็บ เราก็เริ่มปฏิบัติการได้ทันที เหมาะกับการหาลูกค้าใหม่ ๆ
- สร้างการจดจำแบรนด์ (Brand Awareness) โฆษณาเราไปโผล่ทุกที่ที่ลูกค้าไป จะทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือในสายตาเขามากขึ้น
- ดักจับ Impulse Buyer ได้ดี ลูกค้าบางคนอารมณ์พาไป เห็นปุ๊บอยากได้ปั๊บ Retargeting จึงเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นความอยากนั้นได้เป็นอย่างดี
ข้อจำกัดของ Retargeting คือ
- ค่าใช้จ่ายสูงต้องซื้อพื้นที่โฆษณา (Paid Media) ยิ่งแข่งกันเยอะ ค่า CPC ก็ยิ่งแพง ถ้าตั้งค่าไม่ดีอาจจะขาดทุนได้ง่าย ๆ
- เสี่ยงโดนรำคาญถ้ายิงถี่เกินไป ลูกค้าจะรู้สึกเหมือนโดนสตอล์กเกอร์ตามรังควาน จากที่อยากซื้อจะกลายเป็นเกลียดแบรนด์แทน
- พึ่งพา Cookies สูงอนาคตของเรื่อง Privacy ทำให้การติดตามตัวด้วย Cookie ยากขึ้นเรื่อย ๆ ความแม่นยำอาจลดลงในระยะยาว
Remarketing
ข้อดีของ Remarketing คือ
- ปิดการขายง่ายกว่าคนกลุ่มนี้รู้จักเราและไว้ใจในระดับหนึ่งแล้ว การส่งโปรโมชัน ไปสะกิดนิดหน่อย ก็ช่วยเพิ่มโอกาสซื้อได้สูงกว่า
- ต้นทุนต่ำกว่าการส่งอีเมล 1 ครั้งแทบจะไม่มีต้นทุนเพิ่ม ซึ่งประหยัดกว่าการจ่ายค่าแอด
- รู้ใจลูกค้าคุยหรือให้สิทธิพิเศษแบบเจาะจงได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราใส่ใจ ไม่ใช่หว่านแห
ข้อจำกัดของ Remarketing คือ
- ต้องมีฐานข้อมูลถ้าเพิ่งเปิดเว็บใหม่ ๆ ไม่มีฐานข้อมูลลูกค้าเลย จำเป็นต้องสะสม Data ไปสักพักก่อน
- เข้าถึงคนได้น้อยกว่าคุยได้แค่กับคนที่เรามีข้อมูลติดต่อเท่านั้น ไม่สามารถไปกวาดคนนอกวงเข้ามาได้
- อุปสรรคทางเทคนิคเช่น ส่งอีเมลไปแล้วลงถังขยะ (Junk Mail) หรือลูกค้าเปลี่ยนเบอร์โทร ข้อมูลไม่อัปเดต ทำให้การสื่อสารล้มเหลว
ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อจำกัด Retargeting vs Remarketing
| Retargeting | Remarketing | |
| ข้อดี |
|
|
| ข้อจำกัด |
|
|

Remarketing vs Retargeting เลือกใช้แบบไหนดี?
อ่านกันมาถึงตรงนี้ หลายคนคงกำลังสงสัยว่า แล้วเราควรเลือกใช้ Retargeting หรือ Remarketingดี? เราสรุปแบบย่อยง่ายมาให้แล้วว่าแต่ละธุรกิจควรเลือกใช้แบบไหน
เลือกใช้ Retargeting ถ้า
- เพิ่งเปิดเว็บใหม่ หรือยังไม่มีฐานข้อมูลลูกค้า Retargeting คือทางเลือกที่ดีที่จะช่วยกวาดคนเข้ามาหาเราได้
- ต้องการหาลูกค้าใหม่ ยิงแอดไปหาคนที่เกือบจะซื้อให้กลับมาซื้อ คือวิธีที่ได้ผลเร็วที่สุด
- มีคนเข้าเว็บเยอะ แต่ยอดขายน้อย แปลว่าคนสนใจแต่ยังลังเล Retargeting จะทำหน้าที่เป็นกองหนุน คอยตามไปย้ำเตือนจนเขายอมควักกระเป๋าในที่สุด
เลือกใช้ Remarketing ถ้า
- มีฐานข้อมูลลูกค้าในมือเยอะแล้ว อย่าปล่อยให้ข้อมูลที่มีนอนนิ่งอยู่เฉย ๆ ควรหยิบมาทำ Remarketing ด่วน เพราะนี้คือวิธีกระตุ้นลูกค้าได้โดยไม่ต้องเสียเงินยิงแอด
- มีงบจำกัด การส่งอีเมลหรือ SMS ไปหาลูกค้าเก่าจะใช้งบน้อยกว่าการยิงแอด Facebook หลายเท่าตัว แต่ได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากว่า
- ต้องการเน้นลูกค้าซื้อซ้ำ สำหรับธุรกิจที่ต้องการผลลัพธ์ระยะยาว การใช้ Remarketing คอยเตือนเมื่อของใกล้หมด หรือแนะนำสินค้าใหม่ จะช่วยให้เราทำกำไรได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา

เพิ่มยอดขายด้วยไม้ตาย Remarketing และ Retargeting
ทำไมต้องเลือกในเมื่อเราสามารถทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกันได้! การเลือกใช้ทั้ง Retargeting และ Remarketingผสานกันไป ช่วยปิดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้กันและกันได้เป็นอย่างดี Blupaper มีแนวทางการปรับใช้มาฝาก
1. เปิดเกมด้วย Retargeting
ในช่วงแรกที่ลูกค้ายังไม่คุ้นเคยกับเรา ให้ทำ Retargeting ยิงแอดตามตื้อเพื่อดึงเขากลับมาที่หน้าเว็บให้ได้ก่อน โดยมีอีกเป้าหมายหนึ่งก็คือ ทำให้เขา ยอมให้ข้อมูลไว้กับเรา เช่น สมัครสมาชิก แลกรับโค้ดส่วนลด หรือกดสั่งซื้อครั้งแรกเสียก่อน
อ่านบทความที่น่าสนใจ:เทคนิคทำ Retargeting ที่เพิ่มยอดขายได้จริง โดยไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญ
2. ปิดเกมด้วย Remarketing
เมื่อเราได้ข้อมูลของลูกค้ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอีเมลหรือเบอร์โทรก็ตาม ให้หยุดยิงแอดใส่คนคนนั้นเพื่อประหยัดงบ แล้วหันมาทำ Remarketing ส่งอีเมลไปดูแลแทน เช่น แสดงความขอบคุณ แนะนำวิธีใช้สินค้า หรือเสนอขายสินค้ารุ่นที่แพงขึ้น (Upsell) ในอนาคต
การทำ Retargeting ร่วมกับ Remarketingแบบนี้ จะช่วยให้เราใช้งบโฆษณาได้อย่างคุ้มค่าที่สุด แถมยังเป็นโมเดลที่ยั่งยืนกว่าการอัดเงินโฆษณาอย่างเดียว เพราะเป็นวิธีที่ครอบคลุมทั้ง Sales Funnel
ทำ Remarketing และ Retargeting ไม่ให้ลูกค้าหลุดมือ
ไม่ว่าคุณจะเลือกทำ Retargeting หรือ Remarketing แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังไม่เปลี่ยนไปอยู่ดี นั่นก็คือ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าที่หลุดมือไปแล้วกลับมาหาเราให้ได้ เพราะลูกค้าแทบจะไม่ตัดสินใจซื้อของเลยทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เราจึงมีหน้าที่คอยตามไปย้ำเตือนจนกว่าเขาจะมั่นใจ
ถ้าวันนี้คุณยังไม่มีฐานข้อมูลลูกค้าเลย ให้เริ่มที่ Retargeting เพื่อกวาดคนเข้ามาก่อน เมื่อมีข้อมูลในมือแน่นแล้ว ให้ใช้ Remarketing เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าและประหยัดงบโฆษณา
หากใครลองวางแผนดูแล้วยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจตัวเองเหมาะกับวิธีไหน Blupaper พร้อมช่วย ด้วยทีมงานมืออาชีพวางระบบ Tracking และคิดกลยุทธ์ตามติดลูกค้าให้แม่นยำตั้งแต่ต้นจนจบ ติดต่อ Blupaper ได้เลย เพิ่มยอดขายให้แบรนด์คุณแบบฉุดไม่อยู่
- โทร. 094-454-2495
- Line: @blupaper
- Facebook: Blupaper Digital Marketing Agency
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาด
Q: ถ้าไม่มีเว็บไซต์ ทำ Retargeting ได้ไหม?
A: ได้ แต่จะจำกัดวงอยู่แค่ในแพลตฟอร์ม Social Media นั้น ๆ เช่น Facebook ยิงหาคนที่เคยดูวิดีโอ หรือคนที่เคยทัก Inbox ได้ แต่ตามคนที่กดลิงก์ออกไปข้างนอกไม่ได้ ดังนั้น เพื่อความแม่นยำและครอบคลุม การมีเว็บไซต์และติด Pixel คือทางเลือกที่ดีที่สุด
Q: ถ้าลูกค้ากดหยิบใส่ตะกร้าแต่ยังไม่ซื้อ ควรทำ Retargeting หรือ Remarketing?
A: ขึ้นอยู่กับว่าเรามีข้อมูลของลูกค้าคนนั้นแล้วหรือยัง ถ้ามีแล้ว การทำ Remarketing ส่งตรงถึงมือจะมีโอกาสปิดการขายสูงกว่า แต่ถ้าไม่มีข้อมูลติดต่อ การทำ Dynamic Retargeting โชว์รูปสินค้าชิ้นนั้นย้ำ ๆ บนโซเชียลก็เป็นแผนสำรองที่ได้ผลดีเยี่ยม
Q: Google Ads Remarketing คือการทำ Remarketing ไหม?
A: ไม่ใช่ เพราะในทางเทคนิค Google Ads Remarketing เน้นใช้ Cookies/Pixel ยิงแอดเพื่อตามติดลูกค้า ซึ่งนับเป็นวิธีของการทำ Retargeting ดังนั้น ถ้าคุณตั้งค่าในหน้า Google Ads ให้จำไว้ว่า Google Remarketing คือ การทำ Retargeting
Q: ใช้รูปภาพหรือวิดีโอทำ Retargeting ให้ผลดีกว่ากัน?
A: จากสถิติ การเลือกใช้วิดีโอจะสร้างการจดจำได้ดีกว่า แต่รูปภาพสินค้าจะสร้างยอดขายได้ดีกว่า จึงแนะนำให้ใช้ทั้งคู่ควบคู่กัน
Q: ใช้ Artwork ตัวเดียวกับที่ยิงหาลูกค้าใหม่ได้ไหม?
A: ไม่ควร เพราะการที่พวกเขาเห็นโฆษณาตัวแรกแล้วยังไม่ซื้อ แปลว่าแอดตัวแรกยังจูงใจไม่พอ ดังนั้น ในรอบ Retargeting จึงควรเปลี่ยนมุมขายใหม่ เช่น ยื่นข้อเสนอพิเศษ ให้ส่วนลด หรือโชว์รีวิวผู้ใช้จริง เพื่อปิดจุดลังเลใจของเขาให้ได้