เพื่อให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพรวมชัดเจน เราแบ่งกลุ่มคำศัพท์ออกเป็น 4 หมวดหมู่หลักตามลักษณะการใช้งานจริง ดังนี้

หมวด Basic SEO
รวมพื้นฐานให้เข้าใจภาพใหญ่ของ SEO ตั้งแต่ Search Engine คืออะไร, Keyword คืออะไร ไปจนถึงตัวชี้วัดอย่าง Traffic/CTR เพื่อให้รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และวัดผลยังไง
1. Search Engine
Search Engine คือ ระบบค้นหาข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ต เปรียบเหมือนบรรณารักษ์ที่มีหน้าที่ค้นหาเว็บทั่วโลกมาเสิร์ฟให้ตรงกับคำที่เราพิมพ์ค้นหา ตัวที่ดังที่สุดก็คือ Google
2. Keyword
Keyword คือ คำหรือประโยคที่คนใช้พิมพ์เพื่อค้นหาข้อมูล เปรียบเหมือน รหัสลับ ที่เราต้องเดาใจลูกค้าให้ถูกว่าเขาจะพิมพ์คำว่าอะไรเพื่อหาเรา ถ้าเดาถูกและวางแผนการทำ Keyword พร้อมทำเนื้อหารองรับไว้ เราก็มีโอกาสติดหน้าแรก
3. SERP
SERP ย่อมาจาก Search Engine Results Page คือ หน้าแสดงผลการค้นหาที่โชว์รายการเว็บไซต์ต่าง ๆ หลังจากกด Enter เป้าหมายสูงสุดของคนทำ SEO คือการแย่งชิงพื้นที่บนหน้านี้ให้อยู่ในอันดับต้น ๆ เพื่อให้ลูกค้าคลิกเข้ามายัง Landing Page ของเรา
4. Algorithm
Algorithm คือ ระบบประมวลผลหรือกฎกติกาของ Search Engine เปรียบได้กับสมองของ Google ที่ใช้ตัดสินใจว่าจะให้เว็บไหนอยู่อันดับ 1 หรือเว็บไหนจะโดนเตะไปอยู่หน้า 2 ซึ่งกฎนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
อ่านบทความที่น่าสนใจ: รู้จัก Google Core Update ล่าสุด เรื่องสำคัญที่คนทำ SEO ต้องรู้!
5. Traffic
Traffic คือ ปริมาณคนเข้าชมเว็บไซต์ เปรียบเหมือนจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าร้าน ยิ่งทราฟฟิกก็เยอะยิ่งดี เพราะนั่นหมายถึงโอกาสในการขายที่มากขึ้นนั่นเอง
Traffic แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ Organic Traffic และ Paid Traffic แบบจ่ายค่าโฆษณาให้ Google เพื่อดันให้คนเห็น ซึ่งยอด Traffic เป็นก็ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด (KPI) ในการทำ SEO ของเราอีกด้วย
6. Organic Traffic
Organic Traffic คือ คนที่เข้าเว็บเราจากการค้นหาเองตามธรรมชาติ เป็นลูกค้าที่เราได้มาฟรี ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา เป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำ SEO ที่ทุกคนใฝ่ฝันเลยก็ว่าได้
7. Impression
Impression คือ จำนวนครั้งที่เว็บเราแสดงผลผ่านสายตาคน นับเฉพาะการมองเห็นแต่ยังไม่ได้คลิก แต่ถ้าเลขยิ่งเยอะก็แปลว่าเว็บเราเริ่มติดอันดับในหลายคีย์เวิร์ดแล้ว
8. CTR
CTRย่อมาจาก Click Through Rate คือ อัตราการคลิกเข้าชมเมื่อเทียบกับการมองเห็น คำนวณโดยใช้สูตร (คนคลิก ÷ คนเห็น) x 100
ยิ่งเปอร์เซ็นต์สูง แปลว่าชื่อเรื่องหรือคำโปรยของเราน่าสนใจจนคนอดใจไม่ไหวต้องกดเข้ามานั่นเอง
9. Bounce Rate
Bounce Rate คือ อัตราคนที่เข้าเว็บหน้าเดียวแล้วกดออกทันที เหมือนลูกค้าเดินเข้าร้าน กวาดตาดูแวบเดียวแล้วเดินออกเลย ดังนั้นเราจึงไม่อยากได้ค่า Bounce Rate กันสักเท่าไหร่ ยิ่งค่านี้น้อยยิ่งดี เพราะนั่นแปลว่าเนื้อหาเราน่าสนใจจนเขาอยากคลิกดูหน้าอื่นต่อ
10. White Hat SEO
White Hat SEO คือการทำ SEO สายขาว เป็นเด็กดีที่ทำตามกฎของ Google เป๊ะ ๆ เน้นทำคอนเทนต์คุณภาพ ปรับแต่งถูกต้อง แม้โตช้าหน่อยแต่ก็โตแบบมั่นคงและยั่งยืน
11. Black Hat SEO
Black Hat SEO คือ การทำ SEO สายดำ สายโกงที่พยายามหลอก Google เช่น ใช้โปรแกรมปั่นคีย์เวิร์ด หรือสแปมลิงก์ วิธีนี้อาจทำให้อันดับพุ่งไวในช่วงแรก แต่ถ้าโดนจับได้คือจบเห่ โดนแบนกันไปยาว ๆ
12. Gray Hat SEO
Gray Hat SEO คือ การทำ SEO สายเทา ลูกผสมที่เดินสายกลาง ไม่ขาวสะอาดแต่ก็ไม่โกงจนน่าเกลียด เป็นวิธีที่คนทำเว็บส่วนใหญ่มักใช้กันเพื่อเร่งผลลัพธ์ให้ไวขึ้น
13. AI Overview
AI Overview คือ ผลการค้นหาแบบใหม่ที่ใช้ AI สรุปคำตอบมาให้ไว้ด้านบนสุดของหน้า Google เปรียบเหมือน บทสรุปผู้บริหาร ที่ย่อยข้อมูลจากหลายเว็บมาให้เราอ่านจบในที่เดียวโดยไม่ต้องคลิกไปไหน ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของคนทำเว็บที่ต้องแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้มาให้ได้
อ่านบทความที่น่าสนใจ: เขียนบทความยังไงให้ติด AI Overviews ของ Google?
14. AEO
AEO ย่อมาจาก Answer Engine Optimization คือ การปรับแต่งเนื้อหาเพื่อให้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับ Voice Search หรือ AI Chatbot AEO มีเป้าหมายในการเป็นผู้ถูกเลือกให้ระบบ AI นำไปตอบผู้ใช้งานแบบทันทีทันใด
15. GEO
GEO ย่อมาจาก Generative Engine Optimization คือ ศาสตร์ใหม่ของการทำ SEO เพื่อรองรับ Search Engine ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น ChatGPT, Perplexity หรือ Gemini เป็นต้น
หลักการคือเขียนเนื้อหาที่มีโครงสร้างชัดเจน มีแหล่งอ้างอิงน่าเชื่อถือ และมีสไตล์ที่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้ AI อ่านรู้เรื่องและหยิบข้อมูลเราไปใช้ในการสร้างคำตอบ
อ่านบทความที่น่าสนใจ: เข้าใจความต่างระหว่าง GEO vs SEO vs AEO คืออะไร แต่ละอย่างทำงานอย่างไร?

หมวด On-Page
พาร์ตที่โฟกัสการปรับในเว็บทั้งหมดที่เราควบคุมได้ เช่น Title, Meta, Slug, Heading และการวาง Internal Link เพื่อให้ทั้งคนอ่านและบอทเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
16. On-Page SEO
On-Page SEO คือ การปรับแต่งปัจจัยภายในเว็บไซต์ รวมทุกอย่างที่เราควบคุมได้เอง ทั้งเนื้อหา โค้ด ความเร็ว และโครงสร้างเว็บ เพื่อให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลได้ง่ายที่สุด
17. Title Tag
Title Tag คือ ชื่อเรื่องของหน้าเว็บ ข้อความตัวใหญ่สีน้ำเงินที่โชว์บน Google นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการดึงดูดคนให้คลิก เราจึงต้องเขียน Title ให้มี Keyword และน่าสนใจ
18. Meta Description
Meta Description คือ คำอธิบายเนื้อหาโดยย่อ ข้อความสีเทาเล็ก ๆ ใต้ชื่อเรื่อง ทำหน้าที่เหมือนคำโปรยเรียกลูกค้า ช่วยขยายความว่าหน้านี้มีอะไรดี
19. URL Slug
URL Slug คือ ส่วนต่อท้ายของชื่อโดเมน เป็นชื่อที่อยู่ด้านหลัง .com ควรตั้งให้สั้น กระชับ เป็นภาษาอังกฤษ และสื่อความหมายได้ครบ จบ ในตัว เช่น /blog/seo-tips เป็นต้น
20. Heading Tag
Heading Tagคือ โค้ดที่ใช้ระบุลำดับความสำคัญของหัวข้อ H1 คือหัวข้อหลัก ที่ใช้เป็นชื่อบทความ ส่วน H2 และ H3 คือหัวข้อย่อยลงมาตามลำดับ ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเนื้อหาว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร
21. Internal Link
Internal Link คือ ลิงก์เชื่อมโยงภายในเว็บเดียวกัน เปรียบเหมือนประตูเชื่อมห้องที่พาคนอ่านจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง ช่วยให้คนอยู่ในเว็บเรานานขึ้นและบอทเก็บข้อมูลได้ทั่วถึง
22. Alt Text
Alt Text ย่อมาจาก Alternative Text คือ คำบรรยายแทนรูปภาพ เพราะบอท Google ไม่ได้มองเห็นรูปภาพเหมือนตาของคนเรา จึงต้องเขียนโค้ดกำกับว่ารูปนี้คือรูปอะไร ซึ่งช่วยเรื่อง SEO ในการค้นหารูปภาพอีกด้วย
23. UX
UX ย่อมาจาก User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน หรือก็คือความรู้สึกที่คนมีต่อเว็บเรา เช่น ใช้งานง่ายไหม อ่านสบายตาไหม โหลดเร็วไหม ถ้า UX ดี คนก็จะชอบและอยู่กับเรานานขึ้น
อ่านบทความที่น่าสนใจ: UX for SEO 2026 ทำไม Google ให้รางวัลเว็บไซต์ที่โหลดไวและใช้งานง่าย
24. Search Intent
Search Intent คือ เจตนาในการค้นหา สิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจคนค้นหาว่าเขาต้องการอะไรจริง ๆ เช่น
- อยากซื้อของ
- อยากหาข้อมูล
- อยากได้วิธีทำ
เรียกได้ว่า การทำเนื้อหาให้ตรงกับ Intent คือหัวใจของ SEO ยุคใหม่ที่ต้องใส่ใจ เพราะ Google จะเลือกเว็บที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้ตรงจุดที่สุดขึ้นมาแสดงผลเป็นอันดับแรกเสมอ
25. E-E-A-T
E-E-A-T ย่อมาจาก Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness คือ เกณฑ์ที่ Google ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของเนื้อหาและคนเขียน เปรียบเหมือน ใบรับรองมาตรฐาน ที่บอก Google ว่า
- มีประสบการณ์จริง (Experience)
- มีความเชี่ยวชาญ (Expertise)
- เป็นตัวจริงในวงการ (Authoritativeness)
- เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือ (Trustworthiness)
ซึ่ง E-E-A-T สำคัญ โดยเฉพาะกับเว็บสายสุขภาพและการเงิน (YMYL) ถ้าขาดข้อนี้ไป อันดับร่วงแน่นอน
26. Topical Authority
Topical Authority คือ สิ่งที่ความเป็นเจ้าถิ่นในหัวข้อนั้น ๆ การที่ Google มองว่าเว็บเราเป็นตัวจริงที่รู้ลึกรู้จริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบครบวงจร
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า หากป่วยเป็นโรคอะไร เราก็อยากรักษากับหมอเฉพาะทางมากกว่าหมอทั่วไป เว็บไซต์ก็เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากเราทำธุรกิจกาแฟและเขียนเรื่องกาแฟ ให้ครบทุกแง่มุม Google ก็จะเชื่อถือและดันอันดับเราให้ดีกว่าเว็บจับฉ่าย
27. Topic Cluster
Topic Cluster คือ การจัดกลุ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน เทคนิคการวางโครงสร้างคอนเทนต์โดยมีบทความหลัก (Pillar Page) เป็นแกนกลาง แล้วเชื่อมโยงไปยังบทความย่อย (Cluster Content) ที่ลงรายละเอียดเจาะลึกแตกแขนงออกไป ช่วยให้ Google เข้าใจว่าเว็บเราเชี่ยวชาญเรื่องนี้จริง ๆ และช่วยดัน Topical Authority ให้สูงขึ้นได้ไปในตัว

หมวด Off-Page
อธิบายปัจจัยนอกเว็บที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะ Backlink และสัญญาณจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เหมือนคะแนนโหวต ให้เว็บเราดูน่าเชื่อถือในสายตา Search Engine
28. Off-Page SEO
Off-Page SEO คือการปรับแต่งปัจจัยภายนอกเว็บไซต์ การสร้างชื่อเสียงหรือเครดิตให้เว็บเราผ่านเว็บอื่น หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อบอก Google ว่าเว็บเราเจ๋งจริง มีคนพูดถึงเยอะ
29. Anchor Text
Anchor Text คือ ข้อความที่ใช้ฝังลิงก์ ซึ่งก็คำที่เราคลิกได้บทเว็บไซต์นั่นเอง เช่น คำว่า “คลิกที่นี่” หรือ “ติดต่อเรา” นอกจากนี้ หากเราใช้คำที่สื่อความหมายหรือมี Keyword ผสมอยู่ด้วยก็จะดีมาก
30. DA
DA ย่อมาจาก Domain Authority คือ ค่าพลังความน่าเชื่อถือของโดเมน โดยจะแสดงเป็นค่าคะแนน (0-100) ที่เครื่องมือ SEO สร้างขึ้นเพื่อวัดบารมีของเว็บ ยิ่งเยอะยิ่งมีโอกาสติดอันดับง่าย
31. PA
PA ย่อมาจาก Page Authority คือ ค่าพลังความน่าเชื่อถือของหน้าเว็บ มีหลักการเหมือนกับ DA แต่เจาะจงดูคะแนนเฉพาะหน้านั้น ๆ ไม่ได้ดูภาพรวมทั้งเว็บ
32. Backlink
Backlinkคือ ลิงก์จากเว็บอื่นที่ส่งกลับมาหาเว็บเรา ซึ่งเป็นเหมือนการการันตีคุณภาพจากคนอื่นว่าเราเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ยิ่งได้ลิงก์จากเว็บดัง ๆ หรือเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรา Google ก็จะยิ่งมองว่าเว็บเราน่าเชื่อถือมากขึ้น
33. Guest Posting
Guest Posting คือ การไปเขียนบทความลงเว็บคนอื่น เป็นเทคนิคการขอไปเขียนคอนเทนต์ดี ๆ ให้เว็บอื่นฟรี ๆ เพื่อแลกกับการได้ใส่ Backlink ส่งกลับมาหาเว็บเรา
34. Link Building
Link Building คือ การสร้าง Backlink หรือกระบวนการหาลิงก์เข้าเว็บอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่รอให้คนมาลิงก์หาเอง แต่ต้องออกไปล่าหรือสร้างคอนเทนต์ให้คนอยากแชร์
35. Broken Link Building
Broken Link Building คือ การสร้างลิงก์จากลิงก์เสีย โดยการไปบอกเจ้าของเว็บอื่นว่าเว็บของเขามีลิงก์เสีย แล้วเสนอให้เขาเปลี่ยนมาลิงก์หาบทความของเราที่มีเนื้อหาดีกว่าแทน

หมวด Technical
สรุปงานหลังบ้านที่ทำให้เว็บพร้อมสำหรับการเก็บข้อมูลและจัดอันดับ ตั้งแต่การ Index, Sitemap, HTTPS ไปจนถึง Core Web Vitals ที่กระทบประสบการณ์ใช้งานจริง
36. Technical SEO
Technical SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างทางเทคนิค หรือการจัดระเบียบหลังบ้านให้บอทของ Google เข้ามาเก็บข้อมูลได้ง่ายที่สุด ไม่มีอะไรติดขัด
อ่านบทความที่น่าสนใจ: แจกไฟล์ทำ SEO Audit ให้อันดับเว็บไซต์พุ่งแบบโปร! พร้อมแชร์เครื่องมือ Audit Website ฟรี
37. Crawler / Bot / Spider
Crawler / Bot / Spider คือ โปรแกรมเก็บข้อมูลของ Search Engine เปรียบเหมือนแมงมุมที่คอยไต่ไปตามลิงก์ต่าง ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อเก็บข้อมูลมาเข้าคลังของ Google
38. Index / Indexing
Index หรือ Indexingคือ การบันทึกข้อมูลลงในระบบ เปรียบเหมือนการเอาหนังสือเข้าชั้น ถ้าหน้าเว็บไหนไม่ยังถูก Index ก็แปลว่า Google ยังหาไม่เจอ ต่อให้ค้นยังไงก็ไม่ขึ้นหน้าเสิร์ช
39. Sitemap
Sitemap คือ แผนผังเว็บไซต์ หรือไฟล์ที่รวบรวมลิงก์ทั้งหมดในเว็บเราไว้ในที่เดียว เปรียบเหมือน ลายแทงสมบัติ ที่เรายื่นให้บอทดูว่าเว็บเรามีหน้าไหนบ้าง จะได้ไม่ตกหล่น
40. Robots.txt
Robots.txt คือ ไฟล์คำสั่งสำหรับบอท ทำหน้าที่คอยบอกบอทว่าหน้าไหนเข้าเก็บข้อมูลได้ หน้าไหนห้ามเข้า เช่น หน้า Admin หลังบ้านที่ไม่อยากให้คนเห็น เป็นต้น
41. SSL / HTTPS
SSL / HTTPS คือ มาตรฐานความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลระหว่างคนเข้าเว็บกับเซิร์ฟเวอร์ ป้องกันไม่ให้โดนดักจับข้อมูลสำคัญ สังเกตได้จากรูปแม่กุญแจหน้าชื่อ URL
ถ้าเว็บไหนไม่มีรูปแม่กุญแจแสดงว่าเว็บนั้นเป็นแค่ HTTP และจะขึ้นเตือนตัวแดงว่าไม่ปลอดภัย ซึ่งนอกจากจะไล่แขกให้ไม่กล้าเข้าแล้ว Google ยังมองว่าเป็นเว็บที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจโดนปรับลดอันดับลงอีกด้วย
42. Hreflang Tag
Hreflang Tag คือ โค้ด HTML ที่ใช้ระบุภาษาและประเทศเป้าหมายของหน้าเว็บ คอยบอก Google ว่าหน้าเว็บหน้านี้ทำขึ้นมาเพื่อคนประเทศไหนและใช้ภาษาอะไร เหมาะสำหรับเว็บที่มีหลายภาษา ช่วยแก้ปัญหาเวลา Google สับสนว่าควรเอาหน้าภาษาไหนไปโชว์ เช่น คนไทยค้นก็ควรเจอหน้าภาษาไทย ไม่ใช่หน้าภาษาอังกฤษ การติด Tag นี้จะช่วยให้ Google เสิร์ฟหน้าเว็บได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ไม่แย่งอันดับกันเอง
43. 404 Error
404 Error คือ รหัสแจ้งเตือนว่าไม่พบหน้าเว็บ หรือทางตัน อาจเกิดจากเราลบหน้านั้นทิ้งไปแล้ว หรือมีการเปลี่ยน URL ใหม่แต่ลืมตั้งค่าเปลี่ยนทาง ถ้าปล่อยให้เว็บมี 404 เยอะ ๆ จะส่งผลเสียร้ายแรง เพราะเมื่อบอท Google เข้ามาเก็บข้อมูลแล้วเจอทางตันบ่อย ๆ ก็จะมองว่าเว็บเราขาดการดูแล ขาดความน่าเชื่อถือ และอาจเลิกเข้ามาเก็บข้อมูลในที่สุด
44. Redirect 301
Redirect 301 คือ คำสั่งย้ายหน้าเว็บแบบถาวร ใช้เมื่อเรามีการเปลี่ยนชื่อ URL หรือย้ายหน้าเว็บ เป็นการบอก Google ว่าหน้านี้เลิกใช้แล้ว ให้พาคนไปที่อยู่ใหม่แทน และที่สำคัญที่สุดคือ การรีไดเรกจะช่วยโอนคะแนน SEO (Link Juice) ทั้งหมดจากหน้าเก่าไปให้หน้าใหม่ด้วย ทำให้อันดับที่เคยทำมาไม่สูญเปล่า
45. Schema Markup
Schema Markup หรือ Structured Data คือ โค้ดชุดพิเศษที่ใส่เพิ่มเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจบริบทของเนื้อหาได้ชัดเจนขึ้น เปรียบเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยบอก Google ว่า “นี่คือบทความรีวิวนะ” “นี่คือสินค้ามีราคานะ”
ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ เว็บเราอาจแสดงผลแบบพิเศษ (Rich Snippets) บนหน้าค้นหาแตกต่างกันออกไปตามประเภท Schema ที่ใช้ เช่น มีดาว มีราคา หรือมีรูปภาพประกอบ ซึ่งช่วยดึงดูดคนให้คลิกมากขึ้น
46. Canonical Tag
Canonical Tagคือ โค้ด HTML ที่ช่วยระบุหน้าต้นฉบับ ใช้แก้ปัญหาเนื้อหาซ้ำกันบนเว็บไซต์ เปรียบเหมือนป้ายบอกทางที่บอก Google ว่าหน้านี้คือหน้าจริงและให้ยึดหน้านี้เป็นหลักในการจัดอันดับ ส่วนหน้าอื่น ๆ ที่เนื้อหาเหมือนกันให้มองข้ามไป เพื่อป้องกันไม่ให้คะแนน SEO กระจาย
47. Core Web Vitals
Core Web Vitals คือ ชุดตัวชี้วัดที่ Google ใช้ประเมินประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ
- ความเร็วในการโหลด (LCP)
- ความไวในการตอบสนอง (INP)
- ความนิ่งของหน้าจอ (CLS)
เปรียบเหมือน การตรวจสุขภาพประจำปี ถ้าค่าเหล่านี้ดี Google ก็จะมองว่าเว็บเรามีคุณภาพและดันอันดับให้สูงขึ้น
พื้นฐานแน่นแล้ว ถึงเวลาขยับไปทำอันดับกัน
การรู้ศัพท์เฉพาะ SEO เหล่านี้จะช่วยให้เราคุยกับทีมงานรู้เรื่อง เข้าใจรายงานผล และวางแผนงานได้เฉียบขาดขึ้น แต่นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะโลกของ SEO ยังมีกลยุทธ์อีกเพียบให้เราได้ไปศึกษาและค้นคว้าต่อยอด
สำหรับใครที่รู้สึกว่าเข้าใจทฤษฎีแล้ว แต่อยากได้คนมาช่วยลงมือทำให้เห็นผลจริง Blupaper มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ตั้งแต่วางโครงสร้างเว็บให้เป๊ะตามหลัก SEO ไปจนถึงการดันยอด Traffic ให้โต ติดต่อ Blupaper แล้วเปลี่ยนความรู้ให้เป็นยอดขายที่จับต้องได้ไปด้วยกัน
- โทร. 094-454-2495
- Line: @blupaper
- Facebook: Blupaper Digital Marketing Agency
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ SEO
Q: Rich Snippets กับ Featured Snippets เหมือนกันไหม?
A: ไม่เหมือน เพราะ Rich Snippets คือผลการค้นหาที่อยู่ในรายการปกติ เช่น มีดาวรีวิว มีราคาของ หรือมีรูปอาหารโชว์ขึ้นมา แต่ Featured Snippets คือกล่องข้อความพิเศษที่โชว์อยู่บนสุดของหน้า (Position 0) เหนืออันดับ 1 เป็นเหมือนคำตอบสรุปที่ Google คัดมาให้แล้ว
Q: Title Tag กับ H1 Tag เหมือนกันไหม?
A: ไม่เหมือน แม้จะคล้ายกันแต่ Title Tag คือชื่อที่โชว์บน Google Search ที่ทำหน้าที่เหมือนป้ายหน้าร้าน ส่วน H1 คือชื่อหัวข้อที่โชว์ในบทความจริงตอนคลิกเข้ามาแล้ว สามารถตั้งชื่อเดียวกันได้ แต่ก็สามารถปรับ Title Tag ให้ดึงดูดกว่า H1 เพื่อเพิ่มยอดคลิก (CTR) ได้เช่นกัน
Q: Alt Text กับ Image Title ต่างกันตรงไหน?
A: Alt Text คือ คำบรรยายภาพให้บอท Google อ่านและให้ผู้พิการทางสายตาใช้ฟัง สำคัญกับ SEO เพราะถ้าไม่ใส่ Google จะไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไร ส่วน Image Title คือข้อความที่จะขึ้นมาตอนเอาเมาส์ไปชี้ที่รูป มีผลกับ UX แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องอันดับ SEO โดยตรง
Q: XML Sitemap กับ HTML Sitemap ต่างกันยังไง?
A: ต่างกันที่เป้าหมาย โดย XML Sitemap คือแผนที่สำหรับบอทที่คนอ่านไม่รู้เรื่อง เอาไว้ยื่นให้ Google ดูเพื่อเก็บข้อมูล ส่วน HTML Sitemap คือแผนที่สำหรับคน หรือก็คือหน้าสารบัญรวมลิงก์ เอาไว้ให้คนเข้าเว็บคลิกหาหน้าต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เว็บไซต์ที่ดีควรมีทั้งคู่ แต่ถ้าต้องเลือกเพื่อ SEO ให้เน้น XML ก่อน
Q: Algorithm Update กับ Core Update คือเรื่องเดียวกันหรือเปล่า?
A: ทั้ง 2 เรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ความรุนแรงต่างกัน
- Algorithm Update: การปรับปรุงอัลกอริทึมทั่วไป Google มีการปรับปรุงระบบเล็ก ๆ น้อย ๆ แทบทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นการปรับจูนค่าพลังนิดหน่อย ที่แทบจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
- Core Update: การอัปเดตหลัก เป็นการยกเครื่องใหม่ครั้งใหญ่ของ Google ปีละ 2-4 ครั้ง เปรียบเหมือนการเปลี่ยนกฎกติกาการให้คะแนนใหม่หมด เว็บที่เคยอันดับดีอาจร่วง หรือเว็บโนเนมอาจพุ่งขึ้นมา เป็นช่วงเวลาที่คนทำ SEO ต้องเกาะติดสถานการณ์ที่สุด