Google Core Update คืออะไร?
Google Core Update คือการปรับปรุงระบบ Search Ranking ในภาพรวม (Broad Changes) ไม่ได้เจาะจงที่เว็บใดโดยเฉพาะ เพื่อยกระดับคุณภาพของผลการค้นหาให้ตอบโจทย์ Search Intent หรือความตั้งใจจริงของผู้ใช้งานให้แม่นยำและมีคุณภาพมากขึ้น โดยลักษณะของ Core Update มักถูกปล่อยออกมาเป็นช่วง ๆ และส่งผลกระทบวงกว้าง ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรมและหลายภาษา ทำให้ผู้ที่ทำ SEO ทั่วโลกต้องคอยติดตามและปรับตัวอยู่เสมอ
แตกต่างจากอัปเดตอื่น ๆ อย่างไร
หลายคนมักสับสนระหว่าง Google Core Update กับ Google Algorithm Update จริง ๆ แล้ว “Algorithm Update”คือคำเรียกโดยรวมของการเปลี่ยนแปลงที่ Google ทำกับระบบ Search Lanking ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ถือเป็น Algorithm Update ทั้งหมด เช่น Minor Update หรือระบบย่อย มักปรับแค่ตัวแปรบางตัว ทำให้ส่งผลกระทบไม่กว้างนัก หรือ Spam Update ที่เน้นจัดการคอนเทนต์สแปมและลิงก์ไม่พึงประสงค์โดยตรง แต่ Core Update คือการอัปเดต “ใหญ่” ที่มีผลกระทบในภาพรวมของระบบ และครอบคลุมหลายสัญญาณ (Ranking Signals) พร้อมกัน ส่งผลให้เกิดความผันผวนสูงกว่านั่นเอง
ทำไม Core Update ถึงสำคัญกับ SEO

Google Core Update มีความสำคัญกับ SEOเพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของ Google Core Update ล่าสุดจะส่งผลโดยตรงต่ออันดับและทราฟฟิกของเว็บไซต์ในวงกว้าง ทำให้เห็นได้ชัดว่าเว็บมีคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ (Search Intent) มากน้อยแค่ไหน อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพของคอนเทนต์ว่ามีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงเนื้อหา SEO หรือไม่ โครงสร้างทางเทคนิค หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience)
สัญญาณว่าถูกกระทบ
เมื่อ Google ปล่อย Core Update มักทำให้เว็บไซต์เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ชัดเจน เช่น อันดับของคีย์เวิร์ดหลักหลายคำผันผวนพร้อมกัน ไม่ได้ร่วงลงแค่คำใดคำหนึ่ง CTR มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ทั้ง ๆ ที่อันดับยังอยู่ใกล้เคียงเดิม แสดงว่าหน้าผลการค้นหา (SERP) หรือคอนเทนต์อาจไม่ดึงดูดเท่าเดิม และอีกสัญญาณหนึ่งคือ บางหน้าเพจหรือบางหมวดหมู่ร่วงลง ขณะที่บางส่วนยังทรงตัวหรือดีขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า Google ปรับการประเมินคุณภาพแบบเฉพาะจุด ไม่ได้เหมารวมทั้งเว็บไซต์
การตรวจและวิเคราะห์ผลกระทบแบบเป็นระบบ
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของ Google Core Update ล่าสุด คุณควรตรวจเช็กและวิเคราะห์ว่าเกิดผลกระทบอะไรบ้างกับเว็บไซต์ โดยมีแนวทางดังนี้
แยกวิเคราะห์โดยมิติสำคัญ
- หน้า/ชนิดคอนเทนต์วิเคราะห์ว่าคอนเทนต์หรือหน้าประเภทไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบ เช่น บทความเชิงข้อมูล หน้าหมวดหมู่ หรือหน้าสินค้า หากพบว่าหน้าบทความร่วงพร้อมกันหลายหน้า แต่หน้าสินค้ายังทรงตัว แสดงว่า Core Update รอบนี้อาจประเมินคอนเทนต์ Informational เป็นหลัก
- Intent แยกคีย์เวิร์ดตาม Intent (Informational, Navigational, Transactional) เพื่อดูว่ากลุ่มไหนได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตัวอย่างเช่น ถ้าคีย์เวิร์ด Transactional ยังดี แต่ Informational ร่วง อาจต้องกลับไปเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของบทความ
- อุปกรณ์/ประเทศ/ภาษาตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงระหว่าง Mobile และ Desktop รวมถึงตลาดเป้าหมายในแต่ละประเทศหรือภาษา หาก Mobile ร่วงแต่ Desktop คงที่ แปลว่ามีปัญหาด้าน Mobile UX หรือ Page Experience
- ช่วงเวลาเทียบทราฟฟิกและอันดับก่อน–ระหว่าง–หลังวันที่ Google Rollout Core Update ถ้าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตรงกับช่วงนั้น มีโอกาสสูงที่จะมาจาก Core Update โดยตรง
ตัวชี้วัดที่ควรดู
- อันดับเฉลี่ย, CTR, Impression, คลิก (GSC)บ่งบอกว่าอันดับเปลี่ยนจริงหรือเป็นเพียงพฤติกรรมผู้ใช้งานที่เปลี่ยนไป
- Engagement / Conversion (GA4)ถ้าทราฟฟิกลดลงแต่ Conversion Rate ยังดี อาจสะท้อนว่าเว็บยังคงดึงผู้ชมที่ตรงกลุ่มได้มากขึ้น
- Crawl / Indexingตรวจสอบว่ามีหน้าใหม่ที่ Index ช้าลงหรือ Error เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะอาจสะท้อนว่าระบบประเมินคุณภาพเว็บเข้มข้นขึ้น
วิธีหาต้นตอ
- เทียบหน้าที่แพ้–ชนะกับคู่แข่งดูว่าคู่แข่งที่แซงขึ้นมา มีคอนเทนต์หรือ UX ที่ครบถ้วนและทันสมัยกว่าหรือไม่
- ตรวจ Intent / รูปแบบ SERPเปิดหน้าแรกของ Google แล้วดูว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เช่น มี People Also Ask, วิดีโอ รีวิว หรือ How-to โผล่มาแทนบทความธรรมดา
- ประเมินคุณภาพคอนเทนต์ ใช้เกณฑ์ E-E-A-T ซึ่งเป็น Ranking Factor สำคัญ โดยตรวจว่าบทความมีเนื้อหาครบถ้วน น่าเชื่อถือ และมีการอัปเดตข้อมูลล่าสุดหรือไม่
หลักคิดและแนวทางรับมือ Core Update

Mindset สำคัญที่ควรมีในการทำ SEO คือ ยกระดับคุณภาพและความตรงใจผู้ใช้ เป็นหลักไม่ใช่การปรับเปลี่ยนตัวแปรรายตัวแบบระยะสั้นเท่านั้น โดยมีแนวทางดังนี้
เนื้อหา (Content Quality & Coverage)
- ครอบคลุมทั้งหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย (Topic Depth) ให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมและรายละเอียดอย่างครบถ้วน
- จัดวางคำตอบสำคัญให้อยู่ตำแหน่งที่เจอง่าย ๆ เช่น ไว้ตอนต้นของเนื้อหา (Answer First)
- อัปเดตข้อมูล ตัวเลขสถิติ และตัวอย่างให้เป็นข้อมูลล่าสุดเสมอ
- ลดความซ้ำซ้อนด้วยการตัด รวม หรือรีไรต์คอนเทนต์ที่คล้ายกันออก (Content Pruning)
ความน่าเชื่อถือ (E-E-A-T)
- แสดงโปรไฟล์ผู้เขียนและแหล่งอ้างอิงให้ชัดเจน
- ใช้ Case Study หลักฐานการใช้งานจริง รูปถ่าย หรือวิดีโอที่ถ่ายเอง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
- มีหน้าบริษัท ข้อมูลนโยบาย และช่องทางการติดต่อที่ครบถ้วน เพื่อสร้างความไว้วางใจแก่ผู้ใช้งาน
ประสบการณ์ผู้ใช้ (Page Experience)
- ผ่านเกณฑ์ Core Web Vitals (ความเร็ว ความเสถียร การตอบสนอง)
- จัดโครงสร้างให้อ่านง่ายด้วย H2/H3, bullet points, ตาราง และสรุปเนื้อหาสำคัญ
- ใช้รูปและวิดีโอเสริมคอนเทนต์อย่างเหมาะสม โดยไม่ทำให้เว็บช้าลง
โครงสร้างเทคนิค (Technical)
- ใช้ Internal Link เชื่อมโยงเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ (Topic Cluster)
- ใส่ Structured Data ที่เกี่ยวข้อง เช่น Article, FAQ, Product เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจคอนเทนต์ได้ดีขึ้น
- ตรวจสอบให้ Sitemap, Robots.txt และ Canonical ให้ถูกต้อง เพื่อจัดทำดัชนี (Indexing) อย่างราบรื่น
แผนปฏิบัติการก่อน–ระหว่าง–หลัง Core Update
การรับมือ Google Core Update ล่าสุดต้องมีแผนชัดเจน เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจกระทบอันดับและทราฟฟิกในวงกว้าง แนวทางที่ควรทำแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ก่อน, ระหว่าง และหลังการอัปเดต
ก่อน (Preparedness)
- ทำ Content & Technical Audit เป็นรายไตรมาส เพื่อตรวจสอบคุณภาพและความพร้อมของเว็บไซต์
- สร้างแดชบอร์ดติดตาม อันดับ / ทราฟฟิก / การจัดทำดัชนี (Indexing) อย่างต่อเนื่อง
- จัดลำดับความสำคัญของหน้าเว็บที่ “เสี่ยงสูงและมูลค่าสูง” เพื่อเร่งปรับปรุงก่อน
ระหว่าง (Stability)
- เก็บข้อมูลให้ครบถ้วน โดยไม่รีบเปลี่ยนแปลงทั้งเว็บไซต์ในคราวเดียว
- ทดสอบการปรับแก้แบบ Incremental Changes หรือทดลองเป็นชุดย่อย เพื่อดูผลลัพธ์อย่างแม่นยำ
- สื่อสารกับทีมงาน/ผู้บริหารโดยใช้ ข้อมูลเปรียบเทียบก่อน–หลัง เพื่อการตัดสินใจที่ชัดเจน
หลัง (Recovery & Learn)
- สรุปว่า หน้าไหนชนะ–หน้าไหนแพ้ พร้อมวิเคราะห์สาเหตุ
- ปรับโรดแมปคอนเทนต์ เช่น เพิ่มบทความใหม่ หรือ ปรับปรุงเนื้อหา SEO ให้ดีขึ้น
- ติดตามผลอย่างต่อเนื่องในช่วง 2–4 สัปดาห์ และทำการปรับปรุงรอบสองเพื่อยกระดับคุณภาพเว็บไซต์ให้มั่นคง
Checklist สรุปสำหรับทีม
- ระบุหน้าหลักที่ทราฟฟิกร่วงหรือพุ่ง แล้วจัดลำดับความสำคัญว่าควรแก้ไขหน้าไหนก่อน
- ตรวจสอบ Intent ของคีย์เวิร์ด โดยเทียบกับหน้า 1 ของ SERP ปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนรูปแบบคำตอบหรือไม่
- อัปเดตหรือรีไรต์คอนเทนต์ที่ล้าสมัย พร้อมเสริมข้อมูลล่าสุด หลักฐาน และแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
- ปรับโครงสร้างภายในหน้าให้ชัดเจนขึ้น เช่น Internal Link, การจัด Heading, และเพิ่มข้อสรุปตอนต้นบทความ
- ตรวจสอบ Core Web Vitals / ความเร็วเว็บไซต์ / โค้ดที่ไม่จำเป็น แล้วปรับปรุงให้โหลดเร็วและเสถียรขึ้น
- เติม Structured Data ที่เกี่ยวข้อง เช่น Article, FAQ, Product เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจคอนเทนต์ได้ดียิ่งขึ้น
- วัดผลรอบแรกในช่วง 2–4 สัปดาห์ แล้วทำการปรับรอบสองตามข้อมูลจริงที่ได้จากการวิเคราะห์
ถึงเวลายกระดับเว็บไซต์ให้พร้อมทุกการอัปเดต
ทุกครั้งที่เกิด Google Core Update ล่าสุด มันไม่ใช่เรื่องของ “การแก้ไขเฉพาะหน้า” แต่คือสัญญาณเตือนว่าควรยกระดับคุณภาพเว็บไซต์ทั้งระบบ ตั้งแต่คอนเทนต์ที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือ โครงสร้างทางเทคนิคที่แข็งแรง ไปจนถึงประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น ซึ่งผู้ชนะในระยะยาวคือเว็บไซต์ที่เข้าใจผู้ใช้งานจริง ๆ หากต้องการ Roadmap สำหรับการฟื้นอันดับหลัง Core Update พร้อมแผนพัฒนาเว็บไซต์ทั้งด้านคอนเทนต์และเทคนิค ทีม Blupaper มีบริการให้คำปรึกษา พร้อมช่วยทำ Audit และวาง Action Plan เชิงลึก เพื่อให้เว็บไซต์แข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน สอบถามโทร. 094-454-2495
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Core Update
Q: Core Update มีกี่ครั้งต่อปี
A: ไม่มีจำนวนที่แน่นอน Google อาจปล่อย Core Update หลายครั้งต่อปี และแต่ละรอบมักใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะอัปเดตครบทั่วโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของการเปลี่ยนแปลงในอัลกอริทึม
Q: จะแก้ให้แรงกิ้งกลับทันทีได้ไหม
A: ไม่มีวิธีลัด เพราะ Core Update เน้นการประเมินคุณภาพโดยรวมของเว็บไซต์ การฟื้นแรงกิ้งต้องอาศัยการปรับปรุงคอนเทนต์ให้มีคุณค่าและยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ เมื่อ Google ประเมินรอบใหม่ จึงค่อยเห็นผลค่อย ๆ ดีขึ้น
Q: ควรลบคอนเทนต์เก่าทั้งหมดหรือไม่
A: ไม่ควรลบแบบเหมาโหล ควรประเมินเป็นรายหน้า แล้วตัดสินใจว่าแต่ละหน้าควรจะ
- อัปเดตข้อมูลใหม่
- รวมเข้ากับหน้าที่เกี่ยวข้อง
- ลบเฉพาะเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนหรือไม่มีคุณค่า
เป้าหมายคือทำให้เว็บไซต์มีคอนเทนต์ที่สดใหม่และมีคุณภาพ
Q: ลิงก์ภายนอกยังมีความสำคัญไหม
A: ยังมีความสำคัญ แต่ในปัจจุบัน คุณภาพของลิงก์สำคัญกว่าปริมาณ Google ให้ความสำคัญกับลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ที่ เกี่ยวข้องกับหัวข้อและมีความน่าเชื่อถือ มากกว่าลิงก์จำนวนมากจากแหล่งทั่วไป
Q: ต้องโฟกัสเทคนิคหรือคอนเทนต์ก่อน
A: ควรเริ่มจาก คอนเทนต์และ Intent ของผู้ค้นหาเป็นหลัก จากนั้นตรวจสอบด้านเทคนิค เช่น ความเร็วหน้าเว็บ โครงสร้างข้อมูล และการแสดงผลบนมือถือ เพื่อไม่ให้ปัญหาทางเทคนิคขัดขวางประสบการณ์ผู้ใช้
Q: ใช้เวลาเท่าไรจึงเห็นผลหลังแก้ไข
A: แตกต่างกันไปตามขนาดของเว็บไซต์และรอบการ Crawl ของ Google โดยทั่วไปอาจใช้เวลา หลายสัปดาห์ถึง 2–3 เดือน กว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในแรงกิ้ง