Remarketing คืออะไร?
Remarketingคือ กลยุทธ์ทางการตลาดเน้นนำเสนอโฆษณาไปยังคนที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับช่องทางอื่น ๆ ของแบรนด์มาก่อน แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการในทันที กลยุทธ์นี้จะทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องมือช่วยติดตามและดึงดูดลูกค้าเหล่านี้ให้กลับเข้าสู่เส้นทางการซื้ออีกครั้ง
เราต้องให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นพิเศษ เพราะถึงแม้พวกเขาจะยังไม่ซื้อในตอนแรก แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีโอกาสสูงมากที่จะยอมจ่ายเงินให้เราในอนาคต การทำ Remarketing จึงเป็นการทำโฆษณาเพื่อให้แบรนด์ยังอยู่ในสายตาของคนที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือใช้งานแอปพลิเคชันของเราอยู่เสมอ
เรียกได้ว่า Remarketing เปรียบเสมือนโอกาสแก้ตัวในการดึงความสนใจของลูกค้ากลับมาอีกครั้ง โดยใช้ข้อมูลพฤติกรรมในอดีต (Data-Driven) มาเป็นตัวกำหนดว่าเราควรจะส่งข้อความแบบไหนไปหาเขา เพื่อให้โดนใจและตรงกับความต้องการของเขามากที่สุดนั่นเอง

หลักการทำงานของ Remarketing
การทำ Remarketing ไม่ใช่การหว่านโฆษณาไปเรื่อย ๆ แต่เป็นการทำงานที่เป็นระบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดผ่าน 3 ขั้นตอนหลักนี้
- การจดจำพฤติกรรม เราจะติดตัวติดตามอย่างคุกกี้หรือพิกเซลไว้ในเว็บเพื่อบันทึกว่าใครเข้ามาทำอะไรบ้าง เหมือนการเก็บรอยเท้าดิจิทัลเอาไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาเข้ามาในพื้นที่ของเรา
- การคัดแยกกลุ่มเป้าหมาย นำข้อมูลที่ได้มาแยกประเภทให้ชัดเจน เช่น กลุ่มคนที่เลือกสินค้าลงตะกร้าแล้วแต่ยังไม่ชำระเงิน หรือกลุ่มคนที่ดูหน้าสินค้าตัวท็อปนาน ๆ เพื่อให้เราส่งสารได้ตรงจุด
- การกลับไปสะกิดใจ เมื่อลูกค้ากลุ่มนี้ไปใช้แอปอื่นหรือแม้แต่เข้าเว็บไซต์อื่น โฆษณาที่เราเตรียมไว้จะโผล่ขึ้นมาเตือนความจำของพวกเขาทันที เป็นการเสนอสิ่งที่เขากำลังสนใจอยู่ในจังหวะที่พอดีที่สุดเพื่อให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้น
หลายคนอาจกังวลว่าการยิงแอดซ้ำจะดูน่ารำคาญ แต่ในแง่ธุรกิจแล้ว การที่กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาซ้ำ จะช่วยสร้างความจดจำและความคุ้นเคยกับแบรนด์ได้ดีมาก เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายเงิน เราจะเป็นชื่อแรกที่เขานึกถึงทันที
จะเห็นว่า Remarketing คือกลยุทธ์ที่ช่วยเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นลูกค้า แถมยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาได้อีกด้วย เพราะเราไม่ได้หว่านเงินทิ้งไปหาทุกคนในตลาด แต่เน้นใช้งบไปกับคนที่มีโอกาสซื้อสูงที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากลับมา

Remarketing ช่วยให้ธุรกิจโตได้อย่างไร?
1. เปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นยอดขาย
Remarketing เป็นการดึงคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่พร้อมซื้อในครั้งแรกให้กลับมาพิจารณาอีกรอบ การเห็นโฆษณาซ้ำช่วยสร้างความจดจำและความคุ้นเคย เมื่อลูกค้าเริ่มเชื่อใจเรา โอกาสที่พวกเขาจะยอมควักเงินจ่ายก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า
2. บริหารงบโฆษณาให้คุ้มค่า
การเลือกทำ Remarketing ช่วยประหยัดงบค่ายิงแอดไปได้เยอะ! เพราะการคุยกับคนที่สนใจเราอยู่แล้ว มีต้นทุนต่ำกว่าการไปเริ่มจีบคนใหม่ ๆ ค่าโฆษณาที่เราจ่ายจึงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่ากว่าเดิม
3. เป็นอันดับหนึ่งในใจของลูกค้าที่พร้อมซื้อ
ทุกวันนี้มีคู่แข่งอยู่เต็มไปหมด การทำ Remarketing จะช่วยให้แบรนด์ของเรายังวนเวียนอยู่ในสายตาของลูกค้า ซึ่งถือเป็นการสร้างบารมีให้แบรนด์ดูมีความเก๋าและน่าเชื่อถือได้แบบอ้อม ๆ เมื่อถึงจังหวะที่ลูกค้าพร้อมจะซื้อสินค้าจริง ๆ เราจะเป็นชื่อแรกที่เขาคิดถึงก่อนใคร
ประเภทของ Remarketing
การเลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการตลาดและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเข้าถึง ดังนั้น การผสมผสานหลายรูปแบบเข้าด้วยกันก็จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงดูดลูกค้าและปั๊มยอดขายได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
1. Site Remarketing
เป็นการโชว์โฆษณาไปหาคนที่เคยเข้าเว็บเราแต่ยังไม่ยอมกดซื้อหรือยังทำรายการไม่สำเร็จ โดยมีเป้าหมายหลักคือตามไปดึงดูดให้ผู้เยี่ยมชมเหล่านั้นกลับมาที่เว็บไซต์และดำเนินการให้จบ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อหรือการสมัครสมาชิกตามที่เราตั้งเป้าไว้
2. Search Remarketing
เน้นไปที่การโชว์โฆษณาเมื่อลูกค้ากลับไปค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเราบน Google อีกครั้ง การทำ Remarketing รูปแบบนี้เป็นการดึงกลุ่มคนที่มีความต้องการซื้อชัดเจนจากการค้นหาให้กลับมาสนใจแบรนด์ของเราในจังหวะที่พวกเขากำลังเปรียบเทียบข้อมูลได้ทันที
3. Email Remarketing
Remarketing รูปแบบนี้เป็นการใช้ข้อมูลที่ลูกค้าเคยเปิดอ่านหรือคลิกลิงก์ในอีเมลที่เราส่งไปมาเป็นแนวทางขึ้นโฆษณาซ้ำ โดยมีเป้าหมายคือ สะกิดคนที่สนใจเนื้อหาในอีเมลอยู่แล้ว ให้กลับมาที่เว็บไซต์ของเราเพื่อปิดการขาย
4. Social Media Remarketing
อีกหนึ่งรูปแบบฮิตของการ Remarketing คือการกลับไปปรากฏตัวบนโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram หรือ TikTok สำหรับคนที่เคยเข้าเว็บหรือเคยมีส่วนร่วมกับหน้าเพจของเรามาก่อน เพื่อใช้ความคุ้นเคยในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโน้มน้าวให้เขากลับมาซื้อสินค้า
5. Dynamic Remarketing
เป็นรูปแบบการ Remarketing ที่ทรงพลังที่สุด เพราะเราจะโชว์โฆษณาที่ปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกับสินค้าที่ลูกค้าเคยเลือกดูหรือเคยกดใส่ตะกร้าไว้แบบเป๊ะ ๆ เพื่อกระตุ้นความอยากได้ในสินค้าชิ้นเดิมจนพวกเขากลับมาซื้อสินค้าชิ้นนั้นจริง ๆ

ปรับ Remarketing ให้เข้ากับ Customer Journey ดีกว่าที่คิด
การปรับ Remarketing ให้เข้ากับจังหวะการตัดสินใจของลูกค้า (Customer Journey) ช่วยให้เราปิดการขายได้แบบเนียน ๆ มาดูกันว่าแนวแต่ละช่วงเราควรวางแนวทาง Remarketing ยังไงให้มัดใจลูกค้าได้แบบอยู่หมัด
1. ช่วงกำลังค้นหาข้อมูล (Awareness)
คนกลุ่มนี้อาจจะเพิ่งรู้จักเราผ่านการเสิร์ชหรือบังเอิญเห็นโฆษณาตัวแรกแล้วกดเข้ามาดูหน้าเว็บ จังหวะนี้เราควรทำ Remarketing เพื่อย้ำเตือนตัวตนของเราให้เขารู้จักแบรนด์มากขึ้น โดยการนำเสนอจุดเด่นของบริการหรือความน่าเชื่อถือให้เขาจดจำเราได้ในระยะยาว เป็นการสร้างความคุ้นเคยแบบไม่ต้องรีบร้อน ไม่ยัดเยียดการขาย
2. ช่วงกำลังเปรียบเทียบ (Consideration)
คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เริ่มสนใจสินค้าตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ สังเกตได้จากการกดดูหน้าสินค้าเดิมซ้ำ ๆ หรืออ่านรีวิวในเว็บเรานานกว่าปกติ จังหวะนี้เราต้องส่ง Remarketing ที่มีเนื้อหาชัดเจนและลึกขึ้น
เช่น การโชว์รีวิวจากผู้ใช้จริง หรือการเปรียบเทียบสเปกสินค้าให้เห็นความเหนือกว่า ด้วยการวางคลัสเตอร์เนื้อหาให้ครบ แล้วปล่อยให้เขาเห็นความเก่งของเราแบบเต็มตา เพื่อช่วยให้เขาตัดสินใจเลือกเราแทนที่จะไปหาคู่แข่ง
3. ช่วงพร้อมตัดสินใจ (Decision)
กลุ่มนี้คือโอกาสทองที่เราจะปิดการขาย โดยเฉพาะคนที่เลือกสินค้าใส่ตะกร้าไว้แล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน เราต้องใช้ Remarketing เข้าไปสะกิดในจังหวะสุดท้ายด้วยข้อเสนอที่พวกเขาปฏิเสธไม่ลง
เช่น ส่วนลดพิเศษระยะสั้น หรือแถมของรางวัลเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้เขาจบการสั่งซื้อก่อนที่โอกาสจะหลุดมือไป
อ่านบทความที่น่าสนใจ:Full Funnel Marketing คืออะไร? กลยุทธ์การทำการตลาดแบบครบ Loop
ทำ Remarketing และ Retargeting ไม่ให้ลูกค้าหลุดมือ
ในวันที่ค่าแอดแพงขึ้นเรื่อย ๆ การทำ Remarketing แบบมีชั้นเชิงคือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างยอดขายให้โตแบบยั่งยืน ถ้าไม่อยากให้ลูกค้าที่สนใจเราหลุดมือไปหาคู่แข่ง ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่มวางระบบการตลาดตามติดให้เป๊ะและปังกว่าที่เคย
หากคุณอยากให้เว็บไซต์มียอดขายไหลเข้ามาแบบไม่ต้องลุ้น Blupaper มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมช่วยวางระบบ Remarketing ให้แบบ Full Funnel เข้าใจลูกค้าในทุกจังหวะ ติดต่อ Blupaper ฟรี! แล้วมาเปลี่ยนยอดคลิกให้กลายเป็นยอดขายไปด้วยกัน
- โทร. 094-454-2495
- Line: @blupaper
- Facebook: Blupaper Digital Marketing Agency
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ Remarketing
Q: ถ้าไม่ได้ขายของออนไลน์โดยตรง ทำ Remarketing ให้คนทักมาปรึกษาได้ไหม?
A:สามารถทำ ได้ การทำ Remarketing จะช่วยให้แบรนด์อยู่ในสายตาลูกค้าอยู่เสมอในระหว่างที่พวกเขากำลังตัดสินใจเปรียบเทียบข้อมูล ทำให้แบรนด์มีตัวตนและน่าเชื่อถือ จนตัดสินใจทักมาคุยในที่สุด
Q: Remarketing ช่วยเพิ่ม Lifetime Value ของลูกค้าได้หรือไม่?
A: ได้ เพราะการทำ Remarketing เป็นการใช้ข้อมูลการซื้อเดิมมาวิเคราะห์เพื่อเสนอสิ่งที่เขาต้องใช้ต่อ เช่น ลูกค้าเพิ่งซื้อสินค้าหนึ่งไป ในอีก 2 สัปดาห์ถัดมา ค่อยนำเสนอสินค้าที่ใช้ร่วมกันกับสินค้าชิ้นแรกที่ลูกค้าซื้อไปก่อนหน้านี้ เพื่อเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำที่กลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างกำไรระยะยาวให้ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
Q: กฎหมาย PDPA มีผลกับการทำ Remarketing ไหม?
A: มี เพราะต้องได้รับความยินยอมจากผู้เข้าชมเว็บก่อนเก็บข้อมูลเพื่อนำไปทำโฆษณาต่อ แม้จะดูเหมือนเป็นข้อจำกัด แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่ลูกค้ากดยอมรับแปลว่าเขามีความสนใจในแบรนด์เราจริง ทำให้มั่นใจได้ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพสูงและมีโอกาสปิดการขายได้มากกว่าเดิม
Q: ยังทำ Cross-Device Remarketing ได้อยู่ไหม?
A: ทำได้ผ่านระบบ User ID ของแพลตฟอร์มอย่าง Google และ Facebook ที่เชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้ไว้ในทุกอุปกรณ์ ทำให้ลูกค้าที่กดดูสินค้าผ่านมือถือแต่กลับมาซื้อผ่านคอมพิวเตอร์ ระบบก็ยังคงจดจำได้ว่าคือคนเดียวกัน ทำให้เรายิงแอดได้อย่างต่อเนื่อง
Q: จำเป็นต้องทำ Negative Audience ไหม?
A: จำเป็น เพราะ Negative Audience คือการคัดกลุ่มคนที่ไม่ใช่ออก ซึ่งก็คือคนที่เพิ่งซื้อสินค้าไปแล้ว ออกจากกลุ่มโฆษณาเดิมเพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกรำคาญ หรือคัดกลุ่มคนที่เข้ามาดูเว็บเพียงไม่กี่วินาทีแล้วออกไป เพราะคนกลุ่มนี้อาจจะไม่มีความสนใจจริง ๆ เพื่อประหยัดงบประมาณและนำไปใช้กับคนที่มีคุณภาพที่สุดเท่านั้น