การใช้งาน google trends

Google Trends คืออะไร ใช้ดูเทรนด์สินค้าและวางคอนเทนต์อย่างไรให้ตรง?

ก่อนจะตัดสินใจสต็อกสินค้าสักตัวหรือนั่งปั่นหัวข้อคอนเทนต์ หลายคนคงเคยลังเลว่าสิ่งที่ทำอยู่มัน "ฮิตจริงหรือแค่กระแสลมเพลมพัด" แทนที่จะเดาเอาเอง Google Trends คือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เราเห็นเทรนด์จากพฤติกรรมการค้นหาจริง เพื่อให้วางแผนธุรกิจได้แม่นยำขึ้น บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่า Google Trends คืออะไร อ่านกราฟอย่างไร และนำข้อมูลไปใช้หาไอเดียสินค้าและวางแผนคอนเทนต์ได้แบบไหน พร้อมข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนใช้งาน

Key Takeaways:

  • Google Trends ช่วยดูได้ว่าความสนใจในสินค้าและหัวข้อต่าง ๆ กำลังเพิ่มขึ้น ลดลง หรือกลับมาเป็นกระแสในบางช่วงของปี
  • คะแนน 0–100 ใช้เปรียบเทียบระดับความสนใจ ไม่ใช่จำนวน Search Volume หรือยอดขายจริง
  • ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลจาก Google Trends เพื่อหาเทรนด์สินค้า เปรียบเทียบความสนใจ และวางคอนเทนต์ให้ทันช่วงที่คนเริ่มค้นหา
  • ควรใช้ Google Trends ร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น ยอดขาย Search Console และพฤติกรรมลูกค้า ไม่ควรใช้เป็นข้อมูลเดียวในการตัดสินใจ
คลิกเลือกอ่านตามหัวข้อ
เปรียบเทียบ Google Search และ Google Trends

Google Trends คืออะไร ต่างจาก Google Search อย่างไร?

Google Trends คือเครื่องมือฟรีของ Google สำหรับสำรวจแนวโน้มความสนใจของผู้ค้นหาในแต่ละช่วงเวลาและพื้นที่ ช่วยให้เห็นว่าคำค้นหรือหัวข้อใดได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง รวมถึงช่วงที่มีการค้นหาสูงเป็นพิเศษ ธุรกิจจึงสามารถนำข้อมูลนี้มาประกอบการเลือกสินค้าและวางแผนคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย

ข้อมูลที่แสดงมาจากตัวอย่างการค้นหาของ Search Intent บน Google ซึ่งผ่านการประมวลผลโดยไม่ระบุตัวบุคคล และแสดงเป็นคะแนนความสนใจสัมพัทธ์ จึงใช้ดูแนวโน้มและเปรียบเทียบความนิยมภายใต้เงื่อนไขที่เลือก ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ค้นหาจริง

ความแตกต่างระหว่าง Google Search กับ Google Trends อยู่ที่จุดประสงค์การใช้งาน โดย Google Search ใช้ค้นหาข้อมูล เช่น รีวิวสินค้า ราคา หรือวิธีใช้งาน ส่วน Google Trends ใช้ดูแนวโน้มความสนใจในเรื่องนั้น ตัวอย่างเช่น หากต้องการอ่านรีวิวหม้อทอดไร้น้ำมัน ให้ค้นหาผ่าน Google Search แต่หากต้องการดูว่าคนสนใจหม้อทอดไร้น้ำมันมากขึ้นหรือลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา ให้ใช้ Google Trends

การวิเคราะห์ภาพรวมของ google trends

Google Trends มีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจ?

Google Trends ช่วยให้ธุรกิจมีข้อมูลประกอบการเลือกสินค้า คิดเนื้อหา และกำหนดจังหวะสื่อสารกับลูกค้า โดยนำไปใช้ได้หลายด้าน ต่อไปนี้

  • เช็กความสนใจก่อนเพิ่มสินค้า: ดูว่าสินค้าที่กำลังพิจารณามีความสนใจต่อเนื่อง เป็นกระแสชั่วคราว หรือได้รับความนิยมเฉพาะบางช่วง
  • เปรียบเทียบสินค้าหรือหัวข้อ: นำคำค้นหลายคำมาเทียบภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เพื่อดูทิศทางความสนใจของตลาด
  • จับจังหวะตามฤดูกาล: ย้อนดูข้อมูลหลายปีเพื่อหาช่วงที่ความสนใจเริ่มเพิ่ม และเตรียมสินค้า โปรโมชั่น หรือคอนเทนต์ล่วงหน้า
  • หาไอเดียคอนเทนต์: ใช้ Related Queries สำรวจว่าผู้ค้นหาสนใจเรื่องใดต่อจากหัวข้อหลัก
  • ติดตามความสนใจต่อแบรนด์: ดูช่วงที่ชื่อแบรนด์ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แล้วนำไปวิเคราะห์ต่อว่าเกิดจากแคมเปญ ข่าว หรือเหตุการณ์ใด

ประโยชน์ของเครื่องมือนี้จึงอยู่ที่การช่วยตั้งคำถามและมองเห็นประเด็นที่ควรตรวจสอบต่อ หากสินค้าบางประเภทเริ่มมีคนสนใจมากขึ้น ธุรกิจอาจทดลองนำเสนอหรือสำรวจลูกค้าเพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจสั่งสินค้าจำนวนมาก

การใช้งาน Google Trends

วิธีดู Google Trends เบื้องต้นสำหรับมือใหม่

การใช้ Google Trends ไม่ได้มีแค่การดูว่ากราฟกำลังขึ้นหรือลง แต่ควรกำหนดพื้นที่ ช่วงเวลา หมวดหมู่ และประเภทการค้นหาให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์ เพราะการเปลี่ยนเงื่อนไขเหล่านี้อาจทำให้แนวโน้มที่เห็นแตกต่างกันได้ สำหรับมือใหม่ที่ต้องการรู้วิธีดู Google Trend สามารถเริ่มต้นได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ใส่คำค้นหรือหัวข้อที่ต้องการสำรวจ: เริ่มจากพิมพ์คำที่ต้องการดูแนวโน้มหรือคำที่ทำ Keyword Research มาแล้ว เช่น “หม้อหุงข้าว” “เครื่องฟอกอากาศ” หรือชื่อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หากต้องการเปรียบเทียบหลายคำ สามารถเพิ่มคำค้นเพื่อดูแนวโน้มในกราฟเดียวกันได้
  2. เลือกพื้นที่ให้ตรงกับตลาดเป้าหมาย: กำหนดประเทศหรือพื้นที่ที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น เลือกประเทศไทย หากต้องการดูความสนใจของผู้ค้นหาในตลาดไทย เพื่อไม่ให้ข้อมูลจากประเทศอื่นเข้ามาปะปนกับตลาดที่ต้องการศึกษา
  3. กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการดู: เลือกช่วงเวลาให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ เช่น ย้อนหลัง 12 เดือนเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงในรอบปี หรือขยายเป็นหลายปีหากต้องการดูว่าสินค้าหรือหัวข้อนั้นมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หรือได้รับความสนใจเป็นพิเศษในบางฤดูกาล
  4. เลือกหมวดหมู่ให้เหมาะกับคำค้น: คำบางคำสามารถมีได้หลายความหมาย การเลือกหมวดหมู่จะช่วยจำกัดบริบทของข้อมูลให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้คำค้นที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง
  5. เลือกประเภทการค้นหาให้ตรงกับช่องทาง: Google Trends สามารถเลือกดูข้อมูลจากการค้นหาหลายประเภท เช่น Web Search, Image Search, News Search, Google Shopping และ YouTube Search หากกำลังหาไอเดียสำหรับวิดีโอ การดูแนวโน้มจาก YouTube Search อาจตอบโจทย์มากกว่าการใช้ข้อมูลจาก Web Search เพียงอย่างเดียว
  6. อ่านกราฟ Interest over time: กราฟจะแสดงระดับความสนใจในช่วงเวลาที่เลือกด้วยคะแนน 0–100 โดย 100 หมายถึงช่วงที่คำค้นนั้นมีระดับความสนใจสูงสุดเมื่อเทียบกับข้อมูลภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่ามีการค้นหา 100 ครั้ง ดังนั้นการใช้ Google Trend เพื่อวิเคราะห์ตลาดจึงควรดูทิศทางและรูปแบบของกราฟมากกว่าตีความคะแนนเป็นจำนวนการค้นหาจริง
  7. ดู Related Topics และ Related Queries เพิ่มเติม: นอกจากกราฟหลักแล้ว ควรดูหัวข้อและคำค้นที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจว่าผู้คนกำลังสนใจเรื่องใดควบคู่กัน ข้อมูลส่วนนี้สามารถนำไปต่อยอดเพื่อหาไอเดียสินค้า ประเด็นสำหรับทำคอนเทนต์ หรือคำถามที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหาได้

เมื่อกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการศึกษาแล้ว ข้อมูลจาก Google Trends จะช่วยให้เห็นมากกว่าว่าคำไหนได้รับความสนใจสูงกว่า แต่ยังช่วยสังเกตได้ว่าความสนใจนั้นเกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นกระแสระยะสั้น หรือกลับมาในช่วงเวลาเดิมของแต่ละปี ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญก่อนนำไปวิเคราะห์เทรนด์สินค้าหรือวางแผนคอนเทนต์ต่อไป

วิธีใช้ Google Trends หาเทรนด์สินค้าก่อนลงทุน

สินค้าที่มีคนค้นหาเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะขายดีเสมอไป เพราะความสนใจอาจเกิดจากกระแส ข่าว รีวิว หรือปัญหาที่ผู้ใช้งานกำลังพบ การใช้ Google Trends เพื่อหาเทรนด์สินค้าจึงควรดูทั้งทิศทางของกราฟ ระยะเวลาที่ได้รับความสนใจ และคำค้นที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจ

เริ่มค้นหา Google Trends จากคำกว้าง แล้วค่อยเจาะสินค้าที่สนใจ

หากยังไม่แน่ใจว่าสินค้าประเภทไหนน่าสนใจ อาจเริ่มสำรวจจากคำที่เป็นหมวดสินค้าก่อน เช่น “กระทะ” แล้วค่อยเจาะลงไปเป็น “กระทะสแตนเลส” “กระทะเหล็ก” หรือ “กระทะเทฟล่อน” เพื่อดูว่าผู้ค้นหาให้ความสนใจกับสินค้าแต่ละประเภทในทิศทางใด

กรณีที่คำค้นเฉพาะเจาะจงเกินไปจนมีข้อมูลไม่เพียงพอ ลองเปลี่ยนเป็นคำที่คนทั่วไปใช้ค้นหา หรือขยายช่วงเวลาที่ต้องการสำรวจ ไม่ควรสรุปจากการไม่พบข้อมูลใน Google Trends เพียงอย่างเดียวว่าสินค้านั้นไม่มีความต้องการในตลาด

เปรียบเทียบสินค้าภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน

เมื่อต้องการเลือกระหว่างสินค้าหลายประเภท สามารถนำคำค้นมาเปรียบเทียบในกราฟเดียวกัน โดยกำหนดประเทศ ช่วงเวลา หมวดหมู่ และประเภทการค้นหาให้เหมือนกัน จากนั้นจึงพิจารณาว่าแต่ละคำมีความสนใจเพิ่มขึ้น ทรงตัว ลดลง หรือพุ่งสูงเฉพาะบางช่วง

ตัวอย่างเช่น ร้านเครื่องครัวที่กำลังพิจารณาเพิ่มสินค้าระหว่างกระทะสแตนเลสกับกระทะเหล็ก อาจนำคำค้นทั้งสองมาเปรียบเทียบย้อนหลังหลายปี เพื่อดูทิศทางความสนใจและช่วงเวลาที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้น ข้อมูลที่ได้สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาว่าสินค้าประเภทใดน่าศึกษาต่อ

แยกให้ออกระหว่างกระแสกับความสนใจระยะยาว

อย่าดูเฉพาะจุดที่กราฟขึ้นสูงที่สุด แต่ควรสังเกตรูปแบบของกราฟในระยะยาวด้วย หากความสนใจพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วลดลงในเวลาไม่นาน อาจเกิดจากกระแสหรือเหตุการณ์บางอย่าง ขณะที่สินค้าที่มีระดับความสนใจค่อนข้างสม่ำเสมอ หรือเพิ่มขึ้นในช่วงเดิมของทุกปี อาจสะท้อนพฤติกรรมการค้นหาที่ต่อเนื่องหรือตามฤดูกาล

การขยายช่วงเวลาจาก 12 เดือนเป็นหลายปีจึงช่วยให้เห็นบริบทของข้อมูลชัดขึ้น และลดโอกาสตัดสินใจจากกระแสระยะสั้นเพียงช่วงเดียว

ดูคำค้นที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าใจว่าคนสนใจอะไร

หลังจากเห็นว่าสินค้ากำลังได้รับความสนใจ ควรดู Related Queries เพิ่มเติมว่าผู้คนค้นหาอะไรเกี่ยวกับสินค้านั้น เช่น ราคา รีวิว วิธีใช้ เปรียบเทียบ หรือปัญหาที่พบ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจบริบทของความสนใจได้มากกว่าการดูกราฟเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม Google Trends สะท้อนความสนใจจากการค้นหา ไม่ใช่ยอดขายหรือความต้องการซื้อโดยตรง ก่อนตัดสินใจเพิ่มสินค้า ควรพิจารณาร่วมกับยอดขายเดิม ต้นทุน คู่แข่ง พฤติกรรมของลูกค้า และข้อมูลทางธุรกิจอื่น ๆ เพื่อให้การตัดสินใจอยู่บนข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น

วิธีใช้ Google Trends วางแผนคอนเทนต์

วิธีใช้ Google Trends วางแผนคอนเทนต์ให้ตรงกับความสนใจ

นอกจากใช้สำรวจเทรนด์สินค้าแล้ว Google Trends ยังช่วยให้เห็นว่าผู้คนกำลังสนใจเรื่องอะไร และความสนใจนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประกอบการเลือกหัวข้อ วางช่วงเวลาเผยแพร่ และหาไอเดียคอนเทนต์ที่สัมพันธ์กับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหาได้

ใช้คำค้นที่กำลังได้รับความสนใจมาต่อยอดเป็นหัวข้อ

เมื่อพบคำค้นที่มีความสนใจเพิ่มขึ้น ควรวิเคราะห์ต่อว่าคนค้นหาคำนั้นเพราะต้องการรู้อะไร แล้วจึงเลือกประเภทคอนเทนต์ให้เหมาะกับ Search Intent เช่น หากพบว่าคนเริ่มสนใจคำเกี่ยวกับการเลือกเครื่องฟอกอากาศ อาจต่อยอดเป็นบทความเปรียบเทียบ วิธีเลือก หรือคำแนะนำก่อนซื้อ แทนการนำคำค้นมาใช้เป็นชื่อบทความโดยตรงทุกครั้ง

สิ่งสำคัญคือหัวข้อที่เลือกควรเกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพราะคำที่กำลังเป็นกระแสไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับเว็บไซต์ทุกประเภท หรือทำให้คอนเทนต์มีโอกาสติดอันดับโดยอัตโนมัติ

วางแผนคอนเทนต์ตามฤดูกาลล่วงหน้า

หัวข้อบางประเภทมีความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกปี เช่น ของขวัญปีใหม่ เครื่องปรับอากาศ หรือสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละฤดู วิธีดู Google Trend สำหรับหัวข้อเหล่านี้คือขยายช่วงเวลาย้อนหลังหลายปี แล้วสังเกตว่าความสนใจเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงใด

เมื่อเห็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ธุรกิจสามารถเตรียมคอนเทนต์และกำหนดช่วงเวลาเผยแพร่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นหาได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ความสนใจขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วจึงเริ่มผลิตเนื้อหา

ใช้ Related Queries หาไอเดียที่คนกำลังค้นหา

Related Queries ช่วยให้เห็นคำค้นอื่นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่กำลังสำรวจ ซึ่งอาจเป็นคำถาม ปัญหา สินค้า หรือประเด็นที่ผู้ค้นหาสนใจต่อเนื่องจากคำหลัก ข้อมูลส่วนนี้จึงเหมาะสำหรับใช้หาไอเดียหัวข้อใหม่ รวมถึงประเด็นย่อยที่สามารถนำไปเพิ่มในบทความเดิมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องนำทุกคำที่พบมาแยกเป็นบทความใหม่ ควรพิจารณาก่อนว่าคำเหล่านั้นมี Search Intent เดียวกันหรือไม่ หากเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกัน การรวมไว้ในบทความเดียวอาจช่วยให้เนื้อหาครอบคลุมและตอบความต้องการของผู้อ่านได้ดีกว่า

เปรียบเทียบหัวข้อก่อนวาง Content Plan

หากมีหลายหัวข้อที่ต้องการทำในช่วงเวลาเดียวกัน สามารถนำคำค้นหลักของแต่ละหัวข้อมาเปรียบเทียบเพื่อดูทิศทางความสนใจและช่วงเวลาที่เหมาะกับการเผยแพร่ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาประกอบการจัดลำดับ Content Plan เพื่อทำ Content Cluster

ควรใช้ข้อมูลจาก Google Trends ร่วมกับเครื่องมืออื่น เช่น Google Search Console ซึ่งช่วยให้เห็นว่าเว็บไซต์ปรากฏบนผลการค้นหาจากคำใด มี Impression และ Click มากน้อยเพียงใด เมื่อนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาพิจารณาร่วมกัน จะช่วยให้วางแผนคอนเทนต์จากทั้งความสนใจของตลาดและข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงบนเว็บไซต์ได้รอบด้านมากขึ้น

ข้อควรระวังในการใช้ Google Trends

ข้อมูลจาก Google Trends ต้องดูให้ถูกบริบท เพราะตัวเลขที่เห็นไม่ได้หมายถึงยอดค้นหาหรือยอดขายโดยตรง ก่อนนำข้อมูลไปใช้ มีจุดที่ควรระวังดังนี้

  • คะแนน 100 ไม่ใช่ยอดค้นหา: แต่เป็นช่วงที่คำค้นนั้นได้รับความสนใจสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาและเงื่อนไขที่เลือก
  • อย่าเทียบคะแนนจากคนละกราฟ: หากต้องการเทียบหลายคำ ควรใส่ไว้ในกราฟเดียวกันและกำหนดเงื่อนไขให้เหมือนกัน
  • กราฟพุ่งไม่ได้แปลว่าสินค้าขายดี: คนอาจค้นหาเพราะกระแส ข่าว รีวิว หรือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
  • เลือกคำค้นให้ชัดเจน: คำกว้าง ๆ อย่าง “กระเป๋า” อาจครอบคลุมสินค้าหลายประเภทและทำให้วิเคราะห์ได้ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ
  • อย่าดูเฉพาะช่วงที่กราฟขึ้นสูง: ควรย้อนดูข้อมูลหลายช่วงเวลา เพื่อแยกให้ออกว่าเป็นกระแสชั่วคราวหรือความสนใจที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
  • ใช้ข้อมูลอื่นประกอบด้วย: ก่อนตัดสินใจเรื่องสินค้าและคอนเทนต์ ควรดูยอดขาย ข้อมูลลูกค้า หรือ Google Search Console ร่วมกัน

Google Trends จึงเหมาะสำหรับใช้ดูทิศทางและหาประเด็นที่น่าสนใจ แต่การตัดสินใจควรดูข้อมูลด้านอื่นประกอบ เพื่อให้เห็นภาพของตลาดและพฤติกรรมลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น

Google Trends เครื่องมือช่วยจับเทรนด์ก่อนวางแผนธุรกิจและคอนเทนต์

Google Trends เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจเห็นว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร รวมถึงดูได้ว่าความสนใจนั้นเพิ่มขึ้น ลดลง หรือเกิดขึ้นเป็นประจำในบางช่วงของปี ข้อมูลเหล่านี้นำมาใช้ประกอบการเลือกสินค้า หาไอเดียคอนเทนต์ และวางแผนช่วงเวลาเผยแพร่ได้ โดยควรพิจารณาร่วมกับยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า และข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อให้ตัดสินใจได้เหมาะกับสถานการณ์จริง

ไม่อยากเสียเวลาเดาใจตลาดหรือปั้นคอนเทนต์ผิดจังหวะ? ให้ทีม Blupaper ช่วยคุณวิเคราะห์ Keyword วางแผน SEO Content และปั้นคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาวได้เลย

ติดต่อเรา

โทร. 094-454-2495

Line: @blupaper

Facebook: Blupaper Digital Marketing Agency

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Trends (FAQ)

Q: Google Trends ใช้งานฟรีไหม

A: Google Trends เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ฟรีผ่านเว็บไซต์ สามารถเข้าไปสำรวจแนวโน้มและเปรียบเทียบความสนใจของคำค้นต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Q: Google Trends ดูข้อมูลย้อนหลังได้กี่ปี

A: Google Trends มีข้อมูลย้อนหลังหลายปี และสามารถกำหนดช่วงเวลาที่ต้องการศึกษาได้ ทั้งช่วงเวลาที่ระบบเตรียมไว้และการเลือกช่วงเวลาแบบกำหนดเอง ทั้งนี้ ข้อมูลที่แสดงอาจแตกต่างกันตามคำค้น พื้นที่ และประเภทการค้นหาที่เลือก

Q: ข้อมูลของ google trends ต่างจาก Google Keyword Planner อย่างไร

A: Google Trends เหมาะสำหรับดูทิศทางและการเปลี่ยนแปลงของความสนใจในแต่ละช่วงเวลา ส่วน Google Keyword Planner เน้นข้อมูลสำหรับวางแผน Keyword และโฆษณาบน Google Ads เช่น ปริมาณการค้นหาโดยประมาณและการแข่งขันของ Keyword

Q: ใช้ Google Trends วิเคราะห์ตลาดในพื้นที่ได้หรือไม่

A: ได้ Google Trends สามารถดูความสนใจแยกตามพื้นที่ได้ แต่ระดับพื้นที่ที่มีข้อมูลให้ดูจะขึ้นอยู่กับประเทศ คำค้น และข้อมูลที่มี จึงไม่ควรระบุว่าทุกคำสามารถเจาะดูถึงระดับจังหวัดได้เสมอ

Q: ถ้ากราฟ Google Trends พุ่งสูงผิดปกติควรดูอะไรต่อ

A: ควรดูช่วงเวลาที่กราฟเพิ่มขึ้นร่วมกับ Related Queries และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น เพราะความสนใจที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากข่าว กระแส หรือเหตุการณ์ชั่วคราว ไม่ได้หมายความว่าคำนั้นกำลังเป็นเทรนด์ระยะยาวเสมอไป

สาระน่ารู้ที่น่าสนใจ
การใช้ฟอนต์ภาษาไทยสำหรับเว็บไซต์
ฟอนต์ภาษาไทยกับ SEO เลือกแบบไหนดีให้เว็บโหลดไว
แนะนำ social media
Social Media คืออะไร มีอะไรบ้าง เลือกอย่างไรให้ตรงธุรกิจ?
การประเมินความพร้อมทำ geo
ประเมินความพร้อมทำ GEO ธุรกิจของคุณควรลงทุนกับ AI Search แล้วหรือยัง?
การสร้าง brand identity
Brand Identity คืออะไร? หลักการสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนและจดจำได้
การออกแบบหน้าเว็บไซต์
คู่มือออกแบบเว็บไซต์เชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มยอดขายและลดอัตรา Bounce Rate
แก้ปัญหายอดคลิกตกจาก ai overviews
AI Overviews ทำยอดคลิกตก? แก้ด้วย 3 กลยุทธ์ SEO
สาระน่ารู้ตามหมวดหมู่
แบ่งปันสาระน่ารู้ทาง

Key Takeaways:

  • Google Trends ช่วยดูได้ว่าความสนใจในสินค้าและหัวข้อต่าง ๆ กำลังเพิ่มขึ้น ลดลง หรือกลับมาเป็นกระแสในบางช่วงของปี
  • คะแนน 0–100 ใช้เปรียบเทียบระดับความสนใจ ไม่ใช่จำนวน Search Volume หรือยอดขายจริง
  • ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลจาก Google Trends เพื่อหาเทรนด์สินค้า เปรียบเทียบความสนใจ และวางคอนเทนต์ให้ทันช่วงที่คนเริ่มค้นหา
  • ควรใช้ Google Trends ร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น ยอดขาย Search Console และพฤติกรรมลูกค้า ไม่ควรใช้เป็นข้อมูลเดียวในการตัดสินใจ