
Google Trends คืออะไร ต่างจาก Google Search อย่างไร?
Google Trends คือเครื่องมือฟรีของ Google สำหรับสำรวจแนวโน้มความสนใจของผู้ค้นหาในแต่ละช่วงเวลาและพื้นที่ ช่วยให้เห็นว่าคำค้นหรือหัวข้อใดได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง รวมถึงช่วงที่มีการค้นหาสูงเป็นพิเศษ ธุรกิจจึงสามารถนำข้อมูลนี้มาประกอบการเลือกสินค้าและวางแผนคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย
ข้อมูลที่แสดงมาจากตัวอย่างการค้นหาของ Search Intent บน Google ซึ่งผ่านการประมวลผลโดยไม่ระบุตัวบุคคล และแสดงเป็นคะแนนความสนใจสัมพัทธ์ จึงใช้ดูแนวโน้มและเปรียบเทียบความนิยมภายใต้เงื่อนไขที่เลือก ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ค้นหาจริง
ความแตกต่างระหว่าง Google Search กับ Google Trends อยู่ที่จุดประสงค์การใช้งาน โดย Google Search ใช้ค้นหาข้อมูล เช่น รีวิวสินค้า ราคา หรือวิธีใช้งาน ส่วน Google Trends ใช้ดูแนวโน้มความสนใจในเรื่องนั้น ตัวอย่างเช่น หากต้องการอ่านรีวิวหม้อทอดไร้น้ำมัน ให้ค้นหาผ่าน Google Search แต่หากต้องการดูว่าคนสนใจหม้อทอดไร้น้ำมันมากขึ้นหรือลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา ให้ใช้ Google Trends

Google Trends มีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจ?
Google Trends ช่วยให้ธุรกิจมีข้อมูลประกอบการเลือกสินค้า คิดเนื้อหา และกำหนดจังหวะสื่อสารกับลูกค้า โดยนำไปใช้ได้หลายด้าน ต่อไปนี้
- เช็กความสนใจก่อนเพิ่มสินค้า: ดูว่าสินค้าที่กำลังพิจารณามีความสนใจต่อเนื่อง เป็นกระแสชั่วคราว หรือได้รับความนิยมเฉพาะบางช่วง
- เปรียบเทียบสินค้าหรือหัวข้อ: นำคำค้นหลายคำมาเทียบภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เพื่อดูทิศทางความสนใจของตลาด
- จับจังหวะตามฤดูกาล: ย้อนดูข้อมูลหลายปีเพื่อหาช่วงที่ความสนใจเริ่มเพิ่ม และเตรียมสินค้า โปรโมชั่น หรือคอนเทนต์ล่วงหน้า
- หาไอเดียคอนเทนต์: ใช้ Related Queries สำรวจว่าผู้ค้นหาสนใจเรื่องใดต่อจากหัวข้อหลัก
- ติดตามความสนใจต่อแบรนด์: ดูช่วงที่ชื่อแบรนด์ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แล้วนำไปวิเคราะห์ต่อว่าเกิดจากแคมเปญ ข่าว หรือเหตุการณ์ใด
ประโยชน์ของเครื่องมือนี้จึงอยู่ที่การช่วยตั้งคำถามและมองเห็นประเด็นที่ควรตรวจสอบต่อ หากสินค้าบางประเภทเริ่มมีคนสนใจมากขึ้น ธุรกิจอาจทดลองนำเสนอหรือสำรวจลูกค้าเพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจสั่งสินค้าจำนวนมาก

วิธีดู Google Trends เบื้องต้นสำหรับมือใหม่
การใช้ Google Trends ไม่ได้มีแค่การดูว่ากราฟกำลังขึ้นหรือลง แต่ควรกำหนดพื้นที่ ช่วงเวลา หมวดหมู่ และประเภทการค้นหาให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์ เพราะการเปลี่ยนเงื่อนไขเหล่านี้อาจทำให้แนวโน้มที่เห็นแตกต่างกันได้ สำหรับมือใหม่ที่ต้องการรู้วิธีดู Google Trend สามารถเริ่มต้นได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
- ใส่คำค้นหรือหัวข้อที่ต้องการสำรวจ: เริ่มจากพิมพ์คำที่ต้องการดูแนวโน้มหรือคำที่ทำ Keyword Research มาแล้ว เช่น “หม้อหุงข้าว” “เครื่องฟอกอากาศ” หรือชื่อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หากต้องการเปรียบเทียบหลายคำ สามารถเพิ่มคำค้นเพื่อดูแนวโน้มในกราฟเดียวกันได้
- เลือกพื้นที่ให้ตรงกับตลาดเป้าหมาย: กำหนดประเทศหรือพื้นที่ที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น เลือกประเทศไทย หากต้องการดูความสนใจของผู้ค้นหาในตลาดไทย เพื่อไม่ให้ข้อมูลจากประเทศอื่นเข้ามาปะปนกับตลาดที่ต้องการศึกษา
- กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการดู: เลือกช่วงเวลาให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ เช่น ย้อนหลัง 12 เดือนเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงในรอบปี หรือขยายเป็นหลายปีหากต้องการดูว่าสินค้าหรือหัวข้อนั้นมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หรือได้รับความสนใจเป็นพิเศษในบางฤดูกาล
- เลือกหมวดหมู่ให้เหมาะกับคำค้น: คำบางคำสามารถมีได้หลายความหมาย การเลือกหมวดหมู่จะช่วยจำกัดบริบทของข้อมูลให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้คำค้นที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง
- เลือกประเภทการค้นหาให้ตรงกับช่องทาง: Google Trends สามารถเลือกดูข้อมูลจากการค้นหาหลายประเภท เช่น Web Search, Image Search, News Search, Google Shopping และ YouTube Search หากกำลังหาไอเดียสำหรับวิดีโอ การดูแนวโน้มจาก YouTube Search อาจตอบโจทย์มากกว่าการใช้ข้อมูลจาก Web Search เพียงอย่างเดียว
- อ่านกราฟ Interest over time: กราฟจะแสดงระดับความสนใจในช่วงเวลาที่เลือกด้วยคะแนน 0–100 โดย 100 หมายถึงช่วงที่คำค้นนั้นมีระดับความสนใจสูงสุดเมื่อเทียบกับข้อมูลภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่ามีการค้นหา 100 ครั้ง ดังนั้นการใช้ Google Trend เพื่อวิเคราะห์ตลาดจึงควรดูทิศทางและรูปแบบของกราฟมากกว่าตีความคะแนนเป็นจำนวนการค้นหาจริง
- ดู Related Topics และ Related Queries เพิ่มเติม: นอกจากกราฟหลักแล้ว ควรดูหัวข้อและคำค้นที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจว่าผู้คนกำลังสนใจเรื่องใดควบคู่กัน ข้อมูลส่วนนี้สามารถนำไปต่อยอดเพื่อหาไอเดียสินค้า ประเด็นสำหรับทำคอนเทนต์ หรือคำถามที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหาได้
เมื่อกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการศึกษาแล้ว ข้อมูลจาก Google Trends จะช่วยให้เห็นมากกว่าว่าคำไหนได้รับความสนใจสูงกว่า แต่ยังช่วยสังเกตได้ว่าความสนใจนั้นเกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นกระแสระยะสั้น หรือกลับมาในช่วงเวลาเดิมของแต่ละปี ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญก่อนนำไปวิเคราะห์เทรนด์สินค้าหรือวางแผนคอนเทนต์ต่อไป
วิธีใช้ Google Trends หาเทรนด์สินค้าก่อนลงทุน
สินค้าที่มีคนค้นหาเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะขายดีเสมอไป เพราะความสนใจอาจเกิดจากกระแส ข่าว รีวิว หรือปัญหาที่ผู้ใช้งานกำลังพบ การใช้ Google Trends เพื่อหาเทรนด์สินค้าจึงควรดูทั้งทิศทางของกราฟ ระยะเวลาที่ได้รับความสนใจ และคำค้นที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจ
เริ่มค้นหา Google Trends จากคำกว้าง แล้วค่อยเจาะสินค้าที่สนใจ
หากยังไม่แน่ใจว่าสินค้าประเภทไหนน่าสนใจ อาจเริ่มสำรวจจากคำที่เป็นหมวดสินค้าก่อน เช่น “กระทะ” แล้วค่อยเจาะลงไปเป็น “กระทะสแตนเลส” “กระทะเหล็ก” หรือ “กระทะเทฟล่อน” เพื่อดูว่าผู้ค้นหาให้ความสนใจกับสินค้าแต่ละประเภทในทิศทางใด
กรณีที่คำค้นเฉพาะเจาะจงเกินไปจนมีข้อมูลไม่เพียงพอ ลองเปลี่ยนเป็นคำที่คนทั่วไปใช้ค้นหา หรือขยายช่วงเวลาที่ต้องการสำรวจ ไม่ควรสรุปจากการไม่พบข้อมูลใน Google Trends เพียงอย่างเดียวว่าสินค้านั้นไม่มีความต้องการในตลาด
เปรียบเทียบสินค้าภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
เมื่อต้องการเลือกระหว่างสินค้าหลายประเภท สามารถนำคำค้นมาเปรียบเทียบในกราฟเดียวกัน โดยกำหนดประเทศ ช่วงเวลา หมวดหมู่ และประเภทการค้นหาให้เหมือนกัน จากนั้นจึงพิจารณาว่าแต่ละคำมีความสนใจเพิ่มขึ้น ทรงตัว ลดลง หรือพุ่งสูงเฉพาะบางช่วง
ตัวอย่างเช่น ร้านเครื่องครัวที่กำลังพิจารณาเพิ่มสินค้าระหว่างกระทะสแตนเลสกับกระทะเหล็ก อาจนำคำค้นทั้งสองมาเปรียบเทียบย้อนหลังหลายปี เพื่อดูทิศทางความสนใจและช่วงเวลาที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้น ข้อมูลที่ได้สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาว่าสินค้าประเภทใดน่าศึกษาต่อ
แยกให้ออกระหว่างกระแสกับความสนใจระยะยาว
อย่าดูเฉพาะจุดที่กราฟขึ้นสูงที่สุด แต่ควรสังเกตรูปแบบของกราฟในระยะยาวด้วย หากความสนใจพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วลดลงในเวลาไม่นาน อาจเกิดจากกระแสหรือเหตุการณ์บางอย่าง ขณะที่สินค้าที่มีระดับความสนใจค่อนข้างสม่ำเสมอ หรือเพิ่มขึ้นในช่วงเดิมของทุกปี อาจสะท้อนพฤติกรรมการค้นหาที่ต่อเนื่องหรือตามฤดูกาล
การขยายช่วงเวลาจาก 12 เดือนเป็นหลายปีจึงช่วยให้เห็นบริบทของข้อมูลชัดขึ้น และลดโอกาสตัดสินใจจากกระแสระยะสั้นเพียงช่วงเดียว
ดูคำค้นที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าใจว่าคนสนใจอะไร
หลังจากเห็นว่าสินค้ากำลังได้รับความสนใจ ควรดู Related Queries เพิ่มเติมว่าผู้คนค้นหาอะไรเกี่ยวกับสินค้านั้น เช่น ราคา รีวิว วิธีใช้ เปรียบเทียบ หรือปัญหาที่พบ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจบริบทของความสนใจได้มากกว่าการดูกราฟเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม Google Trends สะท้อนความสนใจจากการค้นหา ไม่ใช่ยอดขายหรือความต้องการซื้อโดยตรง ก่อนตัดสินใจเพิ่มสินค้า ควรพิจารณาร่วมกับยอดขายเดิม ต้นทุน คู่แข่ง พฤติกรรมของลูกค้า และข้อมูลทางธุรกิจอื่น ๆ เพื่อให้การตัดสินใจอยู่บนข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น

วิธีใช้ Google Trends วางแผนคอนเทนต์ให้ตรงกับความสนใจ
นอกจากใช้สำรวจเทรนด์สินค้าแล้ว Google Trends ยังช่วยให้เห็นว่าผู้คนกำลังสนใจเรื่องอะไร และความสนใจนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประกอบการเลือกหัวข้อ วางช่วงเวลาเผยแพร่ และหาไอเดียคอนเทนต์ที่สัมพันธ์กับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหาได้
ใช้คำค้นที่กำลังได้รับความสนใจมาต่อยอดเป็นหัวข้อ
เมื่อพบคำค้นที่มีความสนใจเพิ่มขึ้น ควรวิเคราะห์ต่อว่าคนค้นหาคำนั้นเพราะต้องการรู้อะไร แล้วจึงเลือกประเภทคอนเทนต์ให้เหมาะกับ Search Intent เช่น หากพบว่าคนเริ่มสนใจคำเกี่ยวกับการเลือกเครื่องฟอกอากาศ อาจต่อยอดเป็นบทความเปรียบเทียบ วิธีเลือก หรือคำแนะนำก่อนซื้อ แทนการนำคำค้นมาใช้เป็นชื่อบทความโดยตรงทุกครั้ง
สิ่งสำคัญคือหัวข้อที่เลือกควรเกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพราะคำที่กำลังเป็นกระแสไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับเว็บไซต์ทุกประเภท หรือทำให้คอนเทนต์มีโอกาสติดอันดับโดยอัตโนมัติ
วางแผนคอนเทนต์ตามฤดูกาลล่วงหน้า
หัวข้อบางประเภทมีความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกปี เช่น ของขวัญปีใหม่ เครื่องปรับอากาศ หรือสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละฤดู วิธีดู Google Trend สำหรับหัวข้อเหล่านี้คือขยายช่วงเวลาย้อนหลังหลายปี แล้วสังเกตว่าความสนใจเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงใด
เมื่อเห็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ธุรกิจสามารถเตรียมคอนเทนต์และกำหนดช่วงเวลาเผยแพร่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นหาได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ความสนใจขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วจึงเริ่มผลิตเนื้อหา
ใช้ Related Queries หาไอเดียที่คนกำลังค้นหา
Related Queries ช่วยให้เห็นคำค้นอื่นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่กำลังสำรวจ ซึ่งอาจเป็นคำถาม ปัญหา สินค้า หรือประเด็นที่ผู้ค้นหาสนใจต่อเนื่องจากคำหลัก ข้อมูลส่วนนี้จึงเหมาะสำหรับใช้หาไอเดียหัวข้อใหม่ รวมถึงประเด็นย่อยที่สามารถนำไปเพิ่มในบทความเดิมได้
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องนำทุกคำที่พบมาแยกเป็นบทความใหม่ ควรพิจารณาก่อนว่าคำเหล่านั้นมี Search Intent เดียวกันหรือไม่ หากเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกัน การรวมไว้ในบทความเดียวอาจช่วยให้เนื้อหาครอบคลุมและตอบความต้องการของผู้อ่านได้ดีกว่า
เปรียบเทียบหัวข้อก่อนวาง Content Plan
หากมีหลายหัวข้อที่ต้องการทำในช่วงเวลาเดียวกัน สามารถนำคำค้นหลักของแต่ละหัวข้อมาเปรียบเทียบเพื่อดูทิศทางความสนใจและช่วงเวลาที่เหมาะกับการเผยแพร่ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาประกอบการจัดลำดับ Content Plan เพื่อทำ Content Cluster
ควรใช้ข้อมูลจาก Google Trends ร่วมกับเครื่องมืออื่น เช่น Google Search Console ซึ่งช่วยให้เห็นว่าเว็บไซต์ปรากฏบนผลการค้นหาจากคำใด มี Impression และ Click มากน้อยเพียงใด เมื่อนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาพิจารณาร่วมกัน จะช่วยให้วางแผนคอนเทนต์จากทั้งความสนใจของตลาดและข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงบนเว็บไซต์ได้รอบด้านมากขึ้น
ข้อควรระวังในการใช้ Google Trends
ข้อมูลจาก Google Trends ต้องดูให้ถูกบริบท เพราะตัวเลขที่เห็นไม่ได้หมายถึงยอดค้นหาหรือยอดขายโดยตรง ก่อนนำข้อมูลไปใช้ มีจุดที่ควรระวังดังนี้
- คะแนน 100 ไม่ใช่ยอดค้นหา: แต่เป็นช่วงที่คำค้นนั้นได้รับความสนใจสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาและเงื่อนไขที่เลือก
- อย่าเทียบคะแนนจากคนละกราฟ: หากต้องการเทียบหลายคำ ควรใส่ไว้ในกราฟเดียวกันและกำหนดเงื่อนไขให้เหมือนกัน
- กราฟพุ่งไม่ได้แปลว่าสินค้าขายดี: คนอาจค้นหาเพราะกระแส ข่าว รีวิว หรือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
- เลือกคำค้นให้ชัดเจน: คำกว้าง ๆ อย่าง “กระเป๋า” อาจครอบคลุมสินค้าหลายประเภทและทำให้วิเคราะห์ได้ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ
- อย่าดูเฉพาะช่วงที่กราฟขึ้นสูง: ควรย้อนดูข้อมูลหลายช่วงเวลา เพื่อแยกให้ออกว่าเป็นกระแสชั่วคราวหรือความสนใจที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
- ใช้ข้อมูลอื่นประกอบด้วย: ก่อนตัดสินใจเรื่องสินค้าและคอนเทนต์ ควรดูยอดขาย ข้อมูลลูกค้า หรือ Google Search Console ร่วมกัน
Google Trends จึงเหมาะสำหรับใช้ดูทิศทางและหาประเด็นที่น่าสนใจ แต่การตัดสินใจควรดูข้อมูลด้านอื่นประกอบ เพื่อให้เห็นภาพของตลาดและพฤติกรรมลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น
Google Trends เครื่องมือช่วยจับเทรนด์ก่อนวางแผนธุรกิจและคอนเทนต์
Google Trends เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจเห็นว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร รวมถึงดูได้ว่าความสนใจนั้นเพิ่มขึ้น ลดลง หรือเกิดขึ้นเป็นประจำในบางช่วงของปี ข้อมูลเหล่านี้นำมาใช้ประกอบการเลือกสินค้า หาไอเดียคอนเทนต์ และวางแผนช่วงเวลาเผยแพร่ได้ โดยควรพิจารณาร่วมกับยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า และข้อมูลจากเว็บไซต์ เพื่อให้ตัดสินใจได้เหมาะกับสถานการณ์จริง
ไม่อยากเสียเวลาเดาใจตลาดหรือปั้นคอนเทนต์ผิดจังหวะ? ให้ทีม Blupaper ช่วยคุณวิเคราะห์ Keyword วางแผน SEO Content และปั้นคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาวได้เลย
ติดต่อเรา
โทร. 094-454-2495
Line: @blupaper
Facebook: Blupaper Digital Marketing Agency
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Trends (FAQ)
Q: Google Trends ใช้งานฟรีไหม
A: Google Trends เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ฟรีผ่านเว็บไซต์ สามารถเข้าไปสำรวจแนวโน้มและเปรียบเทียบความสนใจของคำค้นต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
Q: Google Trends ดูข้อมูลย้อนหลังได้กี่ปี
A: Google Trends มีข้อมูลย้อนหลังหลายปี และสามารถกำหนดช่วงเวลาที่ต้องการศึกษาได้ ทั้งช่วงเวลาที่ระบบเตรียมไว้และการเลือกช่วงเวลาแบบกำหนดเอง ทั้งนี้ ข้อมูลที่แสดงอาจแตกต่างกันตามคำค้น พื้นที่ และประเภทการค้นหาที่เลือก
Q: ข้อมูลของ google trends ต่างจาก Google Keyword Planner อย่างไร
A: Google Trends เหมาะสำหรับดูทิศทางและการเปลี่ยนแปลงของความสนใจในแต่ละช่วงเวลา ส่วน Google Keyword Planner เน้นข้อมูลสำหรับวางแผน Keyword และโฆษณาบน Google Ads เช่น ปริมาณการค้นหาโดยประมาณและการแข่งขันของ Keyword
Q: ใช้ Google Trends วิเคราะห์ตลาดในพื้นที่ได้หรือไม่
A: ได้ Google Trends สามารถดูความสนใจแยกตามพื้นที่ได้ แต่ระดับพื้นที่ที่มีข้อมูลให้ดูจะขึ้นอยู่กับประเทศ คำค้น และข้อมูลที่มี จึงไม่ควรระบุว่าทุกคำสามารถเจาะดูถึงระดับจังหวัดได้เสมอ
Q: ถ้ากราฟ Google Trends พุ่งสูงผิดปกติควรดูอะไรต่อ
A: ควรดูช่วงเวลาที่กราฟเพิ่มขึ้นร่วมกับ Related Queries และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น เพราะความสนใจที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากข่าว กระแส หรือเหตุการณ์ชั่วคราว ไม่ได้หมายความว่าคำนั้นกำลังเป็นเทรนด์ระยะยาวเสมอไป
