มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีแผนธุรกิจที่รอบคอบด้วย

เรามักจะติดกับดักความคิดว่าแค่มีเงินยิงแอดก็รวยได้แล้ว แต่ในความจริงโลกธุรกิจโหดกว่านั้นเยอะ! เพราะประเด็นที่เราต้องใส่ใจจริง ๆ คือการวางแผนธุรกิจว่าเราจะขายอะไรให้ใครและขายตอนไหนต่างหาก ทางที่ดีเราไม่ควรจะเริ่มทำโฆษณาเพียงเพราะคู่แข่งทำ แต่ให้เริ่มเพราะรู้ว่าจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน

นั่นหมายความว่า ก่อนจะตัดสินใจกดปุ่มโฆษณา เราต้องมองภาพรวมธุรกิจให้ขาดผ่าน 3 มุมหลักเสียก่อน

  • กำไรต่อหน่วยของเราคุ้มค่าไหม
  • ลูกค้าเราตัดสินใจซื้อเร็วแค่ไหน
  • เรามีงบสู้ในระยะยาวหรือเปล่า

การตลาดที่ไม่มีการวางแผนก็เหมือนเล่นการพนันที่ชะตาถูกกุมไว้กับเจ้ามือ การเลือกแพลตฟอร์มที่จะยิงแอดจึงเป็นกลยุทธ์ที่ต้องวางให้ชัดตั้งแต่เนิ่น ๆ

facebook ads เหมาะกับการตลาดแบบเน้นแก้ปัญหา

Facebook Ads สายคอนเทนต์ เน้นสร้างตัวตน

Facebook Ads คือสวรรค์ของธุรกิจ SME แทบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีก คลินิกเสริมความงาม ร้านอาหาร หรือคอร์สเรียนออนไลน์ เพราะแพลตฟอร์มนี้เหมาะที่จะปั้นแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง

Facebook Ads มีรูปแบบโฆษณาให้เลือกใช้มากมาย เช่น

  • Image และ Video Adsสิ่งดึงดูดสายตาสุดเบสิกบนหน้าฟีด
  • Carousel และ Collection Adsเหมาะสำหรับสายอีคอมเมิร์ซที่อยากโชว์สินค้าหลาย ๆ ชิ้นพร้อมกัน
  • Dynamic Adsเทคนิคตามติดลูกค้าที่เคยเข้ามาดูของแต่ยังไม่ซื้อ เพื่อกระตุ้นให้เขาตัดสินใจจบงานให้ได้
google ads เหมาะกับการตลาดแบบเน้นปิดการขาย

Google Ads สายปิดการขาย คลายปัญหา

Google Ads คือ การตลาดแบบจ่ายเงินตามยอดคลิกจริงหรือที่เรียกว่า PPC (Pay Per Click) ซึ่งเราจะเสียเงินก็ต่อเมื่อมีคนกดเข้าดูเว็บเราเท่านั้น เหมาะมากสำหรับธุรกิจทุกขนาดที่ต้องการผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการหาลูกค้าใหม่หรือเพิ่มยอดขายในเว็บไซต์

เพื่อให้การวางแผนธุรกิจเราไม่พลาด เราต้องรู้ว่า Google Ads มีช่องทางให้เราไปปรากฏตัวตรงไหนบ้าง

  • Search Adsดักรอหน้าแรกเมื่อมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง
  • Display Network (GDN)แปะแบนเนอร์ตามเว็บเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้แบรนด์ผ่านตาคน เกิดการจดจำแบรนด์
  • Shopping Adsโชว์รูปสินค้าพร้อมราคาให้เห็นตั้งแต่วันแรกที่ค้นหา ช่วยคัดกรองคนอยากซื้อจริงได้ดี
  • Performance Max (PMax)แคมเปญที่ใช้ AI กระจายโฆษณาเราไปทุกช่องทางของ Google แบบอัตโนมัติเพื่อให้ได้ความคุ้มค่าสูงสุด

อ่านบทความที่น่าสนใจ:ทำ Google Ads ให้เวิร์ก! เข้าใจความต่างของ CPM, CPC, CPA ก่อนลงมือทำ

เข้าใจความต่างของ intent และ attention ของลูกค้าสำหรับการยิงแอด

เจาะลึกความต่างระหว่าง Intent และ Attention

ก่อนอื่นเราต้องแยกให้ออกว่า ลูกค้าของเรากำลังทำอะไรอยู่ตอนเห็นโฆษณา เพื่อให้เราเลือกใช้เครื่องมือได้ถูกจุด

Google Ads หาคนที่มีความต้องการอยู่แล้ว

Google Ads คือ การตลาดแบบตั้งรับ ลูกค้าที่เข้ามาคือคนที่มีความต้องการซื้อแบบเต็มสิบไม่หัก เช่น ถ้ารถเสียเราจะเข้า Google เพื่อหาช่างซ่อมทันที หรือที่เราเรียกกันว่า Intent หรือความตั้งใจซื้อที่ชัดเจนมาก

ใครขายของที่คนต้องรีบใช้หรือสินค้าที่ต้องหาข้อมูลเปรียบเทียบเยอะ ๆ Google Ads คือคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับ

Facebook Ads สร้างความต้องการใหม่

ส่วน Facebook Ads คือ การตลาดแบบรุกที่เน้นดักความสนใจหรือ Attention ลูกค้าไม่ได้ตั้งใจจะซื้อของตั้งแต่แรก แค่กำลังไถฟีดดูเรื่องราวไปเรื่อย ๆ หน้าที่ของเราคือการทำคอนเทนต์ให้เด็ดจนเขาต้องหยุดดูและเกิดกิเลสอยากได้ขึ้นมาทันที

Facebook Ads จึงเหมาะมากกับสินค้าแฟชั่น ของกิน หรืออะไรก็ตามที่เห็นแล้วว้าวแบบไม่ต้องคิดเยอะ

อ่านบทความที่น่าสนใจ: Google Ads vs Facebook Ads แบบไหนคุ้มค่าสำหรับธุรกิจคุณ?

ธุรกิจแบบไหนต้องเลือกอะไรให้การตลาดออนไลน์ไม่เกินงบ?

มาเช็กกันหน่อยว่าสินค้าในมือเราตอนนี้จัดอยู่ในหมวดไหน เพื่อให้เราวางแผนธุรกิจและยิงแอดได้อย่างคุ้มค่า

1. สินค้าสายแก้ปัญหา ต้องพึ่ง Google Ads

ถ้าเราทำธุรกิจประเภทที่ลูกค้าต้องรีบใช้งาน เช่น รถสไลด์ ช่างกุญแจ หรือบริการซ่อมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

Google Ads ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเวลาคนเราเดือดร้อน ก็มักจะพิมพ์หาใน Google ทันที การที่เราไปปรากฏตัวตรงนั้นได้ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น

หากเลือกยิง Facebook Ads ในวันที่เขาไม่ได้เดือดร้อน อาจจะยังขายไม่ได้ทันทีเพราะพวกเขายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้บริการเราในตอนนั้น

2. สินค้าสายอารมณ์และไลฟ์สไตล์ ต้อง Facebook Ads

ใครที่ขายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรือคาเฟ่ที่มุมถ่ายรูปจึ้ง ๆ หรือสินค้าที่เน้นกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก

Facebook Ads คือการยิงแอดไปถูกที่ถูกทางที่สุด เพราะสินค้าพวกนี้ขายได้ด้วยอารมณ์ล้วน ๆ เราต้องเน้นทำรูปหรือวิดีโอให้ดูดี เพื่อมัดใจคนที่ไถฟีดผ่านมาให้สะดุดตาจนต้องกดสั่งซื้อ ยิ่งถ้าเราทำคอนเทนต์ได้โดนใจ AI ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งช่วยส่งต่อความปังนี้ไปหาคนที่น่าจะชอบสินค้าเราได้แม่นยำขึ้นไปอีก

3. สินค้าใหม่ที่คนยังไม่รู้จัก ต้องสร้างชื่อใน Facebook ก่อน

ถ้าเรามีนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน การไปรอคนค้นหาใน Google Ads อาจจะเงียบเหงาได้เพราะไม่มีใครรู้ว่าต้องพิมพ์หาคำว่าอะไร ดังนั้น จึงควรใช้ Facebook Ads เพื่อกระจายข่าวให้คนเห็นเยอะ ๆ ก่อนว่าเรามีของเจ๋ง ๆ แบบนี้อยู่ในโลก จนผู้คนเริ่มรู้จักและเกิดกิเลสอยากได้ในที่สุด

เปรียบเทียบ Facebook Ads และ Google Ads ให้เหมาะกับธุรกิจ

ตารางนี้จะช่วยเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าแต่ละแพลตฟอร์มต่างกันอย่างไร ทั้งพฤติกรรมลูกค้า ความเร็วในการปิดขาย รูปแบบโฆษณา และงบประมาณเริ่มต้น เพื่อให้เลือกใช้ได้เหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด

Google AdsFacebook Ads
พฤติกรรมลูกค้าตั้งใจค้นหาเพื่อซื้อไถฟีดเจอสิ่งที่ชอบ
ความเร็วในการปิดขายเร็ว เพราะลูกค้ามีความต้องการอยู่แล้วช้ากว่า เพราะต้องกระตุ้นอารมณ์ก่อน
รูปแบบโฆษณาเน้นข้อความและรายละเอียดสินค้าเน้นรูปภาพสวยและวิดีโอสั้น
งบประมาณเริ่มต้นมักสูงกว่า เพราะการแข่งขันสูงมักเริ่มต้นต่ำ เพื่อเทสต์ตลาดก่อน

ยิง Facebook Ads และ Google Ads ต้องระวังอะไรบ้าง?

ก่อนเริ่มยิงโฆษณา Facebook Ads หรือ Google Ads นอกจากตั้งงบและทำคอนเทนต์ให้ดีแล้ว สิ่งสำคัญคือ รู้จุดเสี่ยง ที่ทำให้งบไหล ผลลัพธ์ไม่มา หรือโดนระบบจำกัดโฆษณาได้ง่าย ๆ มาดูข้อควรระวังหลัก ๆ กันก่อน

  • คอนเทนต์ต้องโดนสำหรับ Facebook Ads ถ้าเราทำรูปหรือวิดีโอมาแบบแกงตัวเอง ต่อให้เราวางแผนธุรกิจมาดีหรือจ้างคนยิงแอดระดับโปรแค่ไหนก็ไม่ปัง ต้องเน้นทำสิ่งที่คนอยากดู ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากบอกเพียงอย่างเดียว
  • หน้าบ้านต้องพร้อมรับลูกค้าฝั่ง Google Ads เองก็มีจุดตายเหมือนกัน ถ้าเรายิงแอดให้คนค้นหาจนเจอเว็บเราแล้ว แต่หน้าเว็บโหลดช้า หาปุ่มสั่งซื้อไม่เจอ ลูกค้าก็ปิดหนี ควรทำหน้า Landing Page ให้ลื่นไหลที่สุด
  • เดินเกมเป็น วัดผลได้การตลาดออนไลน์ที่ไม่ติดเครื่องมือวัดผล ไม่ต่างอะไรกับการเดินลุยไฟแบบไม่ใส่รองเท้า ต้องติดตั้ง Tracking ให้เรียบร้อยเพื่อจะได้รู้ว่า ยอดขายมาจาก Facebook Ads หรือ Google Ads กันแน่ เพื่อให้สามารถวางแผนธุรกิจต่อไปได้

การตลาดออนไลน์ยุคนี้ ต้องวางแผนธุรกิจให้เนี๊ยบตั้งแต่ก้าวแรก

เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างเสมอไป การตลาดออนไลน์แบบที่ใช้ทั้ง Facebook Ads และ Google Ads ผสมกัน จะทำให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดดมากกว่า เช่น ใช้ Google Ads เพื่อหาลูกค้าใหม่ที่อยากซื้อเข้าเว็บก่อน หลังจากพวกเขาออกจากเว็บไป ค่อยใช้ Facebook Ads ตามไปทำ Retargeting เพื่อย้ำเตือนให้เขากลับมาซื้อ

ถ้าลองวางแผนธุรกิจเองแล้วยังไม่ชัวร์ว่าสินค้าเราควรไปจบที่ตรงไหนถึงจะได้กำไรเน้น ๆ Blupaper พร้อมช่วยวางระบบ Tracking และคิดกลยุทธ์ตามติดลูกค้าให้แม่นยำตั้งแต่ต้นจนจบ ติดต่อ Blupaper ตอนนี้ แล้วมาเปลี่ยนธุรกิจคุณให้เป็นตัวท็อปในโลกออนไลน์ พร้อมปั้นยอดขายให้พุ่งกระฉูดจนหยุดไม่อยู่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนการตลาดออนไลน์

Q: ธุรกิจแบบ B2B เน้นหาคู่ค้าบริษัทควรใช้แพลตฟอร์มไหน?

A: Google Ads คืออาวุธหลักของสาย B2B เพราะผู้จัดซื้อหรือเจ้าของบริษัทมักจะค้นหาคู่ค้าผ่านการเสิร์ชเป็นหลัก การมีตัวตนบนหน้าแรกของ Google จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า

Q: หน้า Landing Page สำคัญมากน้อยแค่ไหนสำหรับการยิงแอด?

A: สำคัญมาก โดยเฉพาะฝั่งที่ใช้ Google Ads เพราะต่อให้โฆษณาดีแค่ไหนแต่ถ้าหน้าเว็บเราโหลดช้าหรือใช้งานยาก ลูกค้าจะปิดหนีทันที การเตรียมหน้าบ้านให้พร้อมคือการป้องกันไม่ให้เงินค่าโฆษณาไปฟรี ๆ

Q: ยิง Facebook Ads จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ไหม?

A: ถ้าเพิ่งเริ่มทำ สามารถปิดการขายใน Inbox ไปก่อนก็ได้ แต่ในระยะยาว แนะนำให้มีเว็บไซต์จะดีกว่า เพราะเว็บไซต์คือบ้านที่สามารถติดตั้งเครื่องมือวัดผล เพื่อตามลูกค้าได้แม่นยำกว่าการพึ่งพาแค่ฟีเจอร์ใน Facebook เพียงอย่างเดียว

Q: ขายของเฉพาะทางมาก ๆ ลงที่ไหนคุ้มค่าที่สุด?

A: Facebook Ads จะช่วยเราหาคนกลุ่มนั้นเจอได้ง่ายกว่าผ่านพลังของ AI ที่รู้ความสนใจของคนแบบลึกซึ้ง เพียงแค่ทำคอนเทนต์ให้โดนใจกลุ่มคนที่มีงานอดิเรกนั้น ๆ AI จะทำหน้าที่ส่งต่อโฆษณาเราไปให้ถึงมือคนที่มีรสนิยมแบบเดียวกันได้อย่างแม่นยำ

Q: ควรแบ่งงบโฆษณา 50/50 ให้ทั้งสองแพลตฟอร์มไหม?

A: ไม่ควรในช่วงแรก ควรเริ่มจากแพลตฟอร์มที่ทำกำไรให้แบบชัวร์ที่สุดก่อน เช่น ถ้าสินค้าเราคนค้นหาเยอะ อาจเลือกเทงบไป Google Ads 70% พอเริ่มอยู่ตัวค่อยแบ่งงบที่เหลือไปลอง Facebook Ads เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่